สุสานหลวง
ที่วัดเทพศิรินทราวาส เป็นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้น ด้วยทรงพระราชดำริจะแก้ไข ความลำบากในการปลงศพผู้มีบรรดาศักดิ์ต่างกันก่อนพรรณนากระแสพระราชดำริ ควรจะกล่าวถึงประเพณีการปลงศพ ในประเทศสยามนี้ให้ทราบเสียก่อน วิธีการปลงศพที่ไทยเราทำกัน ดูเหมือนจะทำตามแบบแผน ซึ่งชาวอินเดีย นำมาสอนแต่โบราณแต่พึงสังเกตเห็นได้ว่ามีเป็น ๒ คติต่างกัน คือเป็นคติทางพุทธศาสนาใช้หีบใส่ศพ แลเมื่อเผาแล้วเอาอัฐิธาตุฝังไว้ในสถูปสถานอย่างหนึ่ง คติทางศาสนาพราหมณ์ใช้โกศใส่ศพ แลเมื่อเผาแล้วเอาอัฐิธาตุฝังไว้ในสถูปสถานอย่างหนึ่ง คติทางศาสนาพราหมณ์ใช้โกศใส่ศพ แลเมื่อเผาแล้วเอาอัฐิธาตุลอยทิ้งน้ำอย่างหนึ่ง ชั้นเดิมเห็นจะใช้คติทางพระพุทธศาสนาด้วยกันหมด ภายหลังจึงได้คติทางศาสนาพราหมณ์เข้ามาจากเมืองขอม แต่ใช้เฉพาะพระศพพระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้านายชั้นสูงเท่านั้น ด้วยคติของพวกพราหมณ์ถือว่า พระเจ้าแผ่นดินเป็นพระอิศวรหรือพระนารายณ์แบ่งภาคลงมาบำรุงโลก เจ้านายซึ่งเป็นพระราชบุตรแลพระราชธิดาก็เป็นเทพบุตรแลเทพธิดา เมื่อสิ้นชาติในโลกนี้แล้ว ย่อมกลับคืนไปอยู่ในสวรรค์เทวโลกอย่างเดิม เพราะเหตุนี้ ถือว่าพระเจ้าแผ่นดินแลเจ้านายกลับเป็นเทวดาตั้งแต่เวลาสิ้นพระชนมชีพ จึงแต่งพระศพเป็นเทวดา ประเพณีที่ใส่โกศตั้งบนฐานแว่นฟ้า แลเรียกที่ถวายเพลิงพระศพว่า
"เมรุ” ก็น่าจะเนื่องมาแต่คติที่ถือว่าเป็นเทวดานั่นเอง ที่เมืองขอมยังมีวิธีต่อออกไปอีกชั้นหนึ่ง ไทยเราไม่ได้เอามาใช้ คือเมื่อถวายเพลิงพระศพแล้ว ถ้าเป็นพระศพพระเจ้าแผ่นดินสร้างปรางค์ปราสาทศิลาถวาย ทำนองสำหรับเป็นที่ประทับเวลาเสด็จลงมาเยี่ยมมนุษยโลก ดังเช่นพระนครวัดเป็นต้น แล้วทำรูปพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้นเป็นพระอิศวรหรือพระนารายณ์ ตั้งเป็นประธาน ถวายพระนามพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้นให้เนื่องด้วยพระเป็นเจ้า แล้วเรียกเทวรูปนั้นต่อมา ยกเป็นตัวอย่าง ดังเช่นที่พระนครวัดซึ่งสร้างถวายพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ทำเป็นรูปพระนารายณ์ ถวายพระนามว่า สมเด็จบรมพิษณุโลกตั้งเป็นประธานในปรางค์กลางดังนี้ ประเพณีการทำศพตามคติพราหมณ์ จึงมิได้สำหรับทำศพบุคคลชั้นต่ำ แลในประเทศสยามแก้ไขประสานกับพิธีทางพระพุทธศาสนา ซึ่งใช้เป็นประเพณีบ้านเมืองมาก่อนด้วย ข้อนี้พึงสังเกตได้ ดังเช่นเมื่อถวายเพลิงพระศพพระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้านายแล้วแต่ก่อนมาพระอิฐิธาตุบรรจุไว้ในสถูปสถาน ส่วนพระอังคารเอาไปลอยน้ำดังนี้ แลโบราณศพที่ใส่โกศจึงมีเพียงเจ้านายซึ่งเป็นพระราชโอรสและพระราชธิดา ด้วยถือว่าเป็นเทพบุตรแลเทพธิดาแบ่งภาคมาดังกล่าวแล้ว ที่ศพผู้มีบรรดาศักดิ์ชั้นรองจากพระราชบุตรพระราชธิดาได้ใส่โกศดังเช่นศพเสนาบดีเป็นต้น เป็นของเกิดขึ้นด้วยพระราชทานเป็นเกียรติยศพิเศษมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เพราะเรื่องตำนานเป็นเหตุดังกล่าวมา ประเพณีการปลงศพในประเทศสยาม จึงต่างกันเป็น ๒ อย่าง เรียกแต่โบราณว่า “พระศพ” คือศพเจ้าซึ่งใส่โกศแลสร้างเมรุพระราชทานเพลิงเป็นการหลวงอย่างหนึ่ง ต่ำกว่านี้ลงมาเรียกแต่ว่า “ศพ” เจ้าภาพต้องสร้างโรงทึมที่เผาแลจัดการเอง มูลเหตุแห่งการปลงศพผู้มีบรรดาศักดิ์ สันนิษฐานว่าจะเป็นดังกล่าวมา

ประเพณีการปลงพระศพเจ้านายในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ยังต่างกันเป็นหลายชั้น เห็นจะมีแบบมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว คือถ้าเป็นเจ้านายชั้นสูงสุด เช่นสมเด็จเจ้าฟ้า สร้างพระเมรุที่กลางเมือง ถ้าเป็นเจ้านายชั้นสูงรองลงมา เช่นเป็นแต่ต่างกรมผู้ใหญ่ สร้างพระเมรุที่วัด แต่ตัวเมรุทำฝาแผงไม้อย่างพระเมรุกลางเมือง ถ้าเป็นเจ้านายชั้นสามัญ สร้างพระเมรุที่วัด ตัวพระเมรุเป็นแต่หุ้มผ้าขาว ส่วนศพขุนนางนั้น โรงทึมที่เผาต้องสร้างที่วัดแลทำได้แต่หุ้มผ้าขาว แต่จะทำขนาดใหญ่หรือเล็กแล้วแต่บรรดาศักดิ์หรือกำลังของเจ้าภาพ แต่ก็การปลงศพผู้มีบรรดาศักดิ์นั้น นอกจากเมรุหรือโรงทึมที่เผา ยังต้องมีเครื่องประกอบซึ่งต้องสร้างอีกหลายอย่าง เป็นต้นว่า โรงธรรม โรงทาน โรงครัว แลศาลาที่พักของเจ้าภาพ ตลอดจนโรงเครื่องมหรสพแลร้านดอกไม้ไฟ ล้วนต้องสร้างขึ้นสำหรับใช้เพียงคราวเดียวแล้วรื้อ จึงเป็นการเปลืองแลลำบากในเรื่องงานปลงศพอยู่เป็นอันมาก ทั้งที่เป็นงานหลวงแลงานที่ผู้อื่นเป็นเจ้าภาพ ปรากฏว่าในรัชกาลที่ ๑ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสร้างวัดสุวรรณารามที่คลองบางกอกน้อย ทรงพระราชดำริกับสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท จะแก้ไขความลำบาก แลที่สิ้นเปลืองในการปลงศพผู้มีบรรดาศักดิ์ กรมพระราชวังบวร ฯ จึงทรงรับสร้างสถานที่สำหรับปลงศพให้เป็นของถาวร(ซึ่งมักเรียกกันเป็นสามัญว่าเมรุปูน) ขึ้นที่วัดสุวรรณาราม เป็นของถวายช่วยในการที่ทรงสร้างพระอารามนั้น มีทั้งเมรุแลเครื่องประกอบทุกอย่าง ล้วนก่ออิฐถือปูน เป็นของถาวรทั้งสิ้นสันนิษฐานว่า เมื่อแรกสร้างเมรุปูนขึ้นนั้น พระศพเจ้านายถ้าไม่สูงศักดิ์ถึงสร้างเมรุกลางเมือง ก็เห็นจะพระราชทานเพลิงในเมรุปูนโดยมาก ส่วนศพขุนนางก็คงจะเผาในเมรุปูนได้แต่ที่ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตเป็นพิเศษ ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรด ฯ ให้สร้างเมรุปูนมีเครื่องประกอบพร้อมดังกล่าวมาขึ้นที่วัดอรุณราชวราราม กับที่วัดสระเกศอีก ๒ แห่ง เมรุปูนที่วัดสระเกศนั้น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ เมื่อยังเป็นที่พระยาศรีพิพัฒน์เป็นนายงาน มีสิ่งซึ่งก่อสร้างบริบูรณ์ยิ่งกว่าแห่งอื่น มีทั้งเมรุใหญ่สำหรับปลงศพผู้มีบรรดาศักดิ์สูง แลโรงทึมสำหรับปลงศพบุคคลชั้นคฤหบดี ฝีมือทำก็ประณีตยิ่งกว่าเมรุที่วัดอรุณ ฯ แลวัดสุวรรณาราม แต่เมรุปูนทั้ง ๓ แห่งซึ่งกล่าวมา มิได้จัดการบำรุงรักษาต่อมาตามสมควร แลศพซึ่งปลงในเมรุปูนก็ต่ำศักดิ์ลงเป็นอันดับมา จนมิต้องขอพระราชทานพระราชานุญาตเป็นพิเศษ ครั้นจำเนียรกาลนานมาการปลงศพในเมรุปูนก็เกิดเป็นที่รังเกียจของเจ้าภาพชั้นบรรดาศักดิ์สูง จึงมักปลูกเมรุหรือโรงทึมขึ้นปลงศพที่หน้าเมรุปูน ถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมักโปรด ฯ ให้สร้างพระเมรุปูนปลงพระศพเจ้านายที่วัดอรุณ ฯ แลที่วัดสระเกศ หรือถ้าเป็นพระศพฝ่ายหน้า ก็ไปปลงที่วัดสุวรรณารามตามแบบเก่าบ้าง สร้างพระเมรุที่วัดบวรนิเวศอย่างครั้งรัชกาลที่ ๔ บ้าง บางพระศพมีพระราชประสงค์จะให้คล้ายกับงานพระเมรุกลางเมืองแต่ก่อน โปรด ฯ ให้สร้างพระเมรุในวัดมหาธาตุ ใช้ท้องสนามหลวงเป็นที่มีการมหรสพบ้าง บางคราวก็ย้ายไปสร้างพระเมรุที่วัดราชบพิธบ้าง

จนมาถึงสมัยเมื่อเลิกการกะเกณฑ์สิ่งของแลแรงคนทำการหลวง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปรารภถึงความสิ้นเปลืองในเรื่องปลงพระศพเจ้านาย กับทั้งความลำบากต่าง ๆ อันเกิดแต่รังเกียจเมรุปูนซึ่งได้สร้างไว้แต่ก่อน จึงทรงพระราชดำริสถาปนาสุสานหลวงขึ้นที่วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๓๖ ด้วยวัดเทพศิรินทราวาสเป็นที่ไปได้สะดวกทั้งทางบกแลทางน้ำ แลมีที่อยู่ทางหลังวัดเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก กระแสพระราชดำริที่จะสร้างสุสานนั้น คือจะให้มีที่อันตกแต่งรักษาไว้ให้สะอาดอยู่เสมอ แลมีสถานอันเป็นเครื่องประกอบการเมรุซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ให้ครบครัน เมื่อจะทำการปลงศพ อย่าให้ต้องสร้างอันใดใหม่เว้นไว้แต่ตัวเมรุหรือโรงทึมอย่างเดียวที่จะต้องสร้างใหม่เป็นของทำชั่วคราว ให้ปลูกสร้างได้ตามสมควรแก่ชั้นยศศักดิ์หรือความพอใจของเจ้าภาพ ไม่ให้มีข้อรังเกียจเหมือนกับเมรุปูน ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้ปลงศพที่สุสานนี้ได้ทุกชั้นบรรดาศักดิ์ สุดแต่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตพิเศษเป็นสำคัญ ที่สุสานหลวงนี้ได้โปรด ฯ ให้ทำการปลงพระศพพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าอิศริยาภรณ์ เมื่อ ร.ศ. ๑๑๓ (พ.ศ.๒๔๓๗) เป็นปฐม แลครั้งนั้นทรงสร้างที่ตั้งพระศพเป็นพลับพลาของถาวร พระราชทานนามว่า “พลับพลาอิศริยาภรณ์” สำหรับจะได้ใช้เป็นที่ประทับเมื่อเสด็จไปพระราชทานเพลิงศพงานอื่น ๆ ต่อไป ต่อมาถึง ร.ศ. ๑๑๔ (พ.ศ.๒๔๓๘) พระราชทานเพลิงพระศพพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสีอีกครั้งหนึ่ง แต่นั้นมาการปลงศพอันเป็นงานหลวง เช่นพระศพเจ้านายซึ่งมิได้ทำพระเมรุที่ท้องสนามหลวงหรือทำที่อื่นเทียบด้วยท้องสนามหลวง ก็มักทำที่สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาสโดยมาก

ส่วนงานศพซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าภาพนั้น ถ้ากราบบังคมทูลขออนุญาตแลทรงพระราชดำริเห็นสมควร ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตพิเศษให้ปลงที่สุสานหลวงได้ไม่เลือกด้วยชั้นบรรดาศักดิ์ มีตั้งแต่ศพเจ้าพระยาลงมาจนถึงศพคฤหบดี จะยกเป็นตัวอย่างในที่นี้แต่บางราย ซึ่งเจ้าภาพได้สร้างสิ่งถาวรถวายไว้ในที่สุสานหลวง คือ :-

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๘ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ข้าพเจ้าปลงศพหม่อมเจ้าชายอิทธิดำรงผู้เป็นบุตร ได้สร้างศาลาเป็นที่มีเทศนาแลทำบุญถวายหลังหนึ่ง พระราชทานนามว่า “ศาลาดำรงธรรม”

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๘ ปลงศพเจ้าพระยามหินทรศักดิธำรง เจ้าภาพได้สร้างศาลาเป็นที่ตั้งเครื่องไทยธรรมถวายเป็นคู่กับศาลาดำรงธรรมหลังหนึ่ง พระราชทานนามว่า “ศาลาบำเพ็ญทาน”

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ งานพระศพพระเจ้าราชวรวงศเธอ พระองค์เจ้านิเวศ เจ้าภาพสร้างศาลาที่พักฝ่ายหน้าถวายหลังหนึ่ง พระราชทานนามว่า “ศาลาอุทิศนิเวศ”

เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๒ งานศพเจ้าจอมมารดาบัว รัชกาลที่ ๔ เจ้าภาพสร้างศาลาที่พักฝ่ายในถวายเป็นคู่กับศาลาอุทิศนิเวศหลังหนึ่ง พระราชทานนามว่า “ศาลาอุเทศปทุม”

ต่อมาเมื่องานศพพระยาอิศรานุภาพ (เอี่ยม บุนนาค) เจ้าภาพสร้างสามสร้างถวายตอนหนึ่ง เมื่องานศพพระยาราชสงคราม (ทัต หงสกุล) เจ้าภาพสร้างสามสร้างถวายอีกตอนหนึ่งต่อกันแล้วโปรด ฯ ให้สร้างหอพระสวดพระอภิธรรมขึ้นหลังหนึ่ง ด้วยใช้เงินอุทิศทำบุญในงานพระศพพระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา แลพระองค์เจ้าประพาฬรัศมี

ส่วนประตูแลรั้วเหล็กรอบบริเวณ กับทั้งถนนหนทาง แลแต่งลานที่ในสุสานหลวงเป็นของหลวงทรงสร้างทั้งสิ้น เรื่องตำนานของสิ่งซึ่งสร้างไว้ในสุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาสมีดังแสดงมานี้

นอกจากสร้างเครื่องประกอบที่กล่าวมาโดยเฉพาะในเวลาต่อมา เมื่อมีเครื่องประกอบบริบูรณ์แล้ว เจ้าภาพงานศพอื่นบรรดาซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ปลงที่สุสานหลวงได้ถวายเป็นตัวเงินช่วยในการบำรุงรักษาสุสานหลวง เป็นจำนวนมากบ้าง น้อยบ้าง ทุกราย ที่จะเว้นหามีไม่

(แทรกภาพ พลับพลาอิศริยาภรณ์)

สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาสดีกว่าที่ปลงศพแห่งอื่น ด้วยเป็นที่ใกล้ ไปมาได้สะดวกทั้งทางบกแลทางน้ำอย่างหนึ่ง เป็นที่อันบุคคลทุกชั้นบรรดาศักดิ์ไปช่วยงานได้ไม่ขัดข้องอย่างหนึ่งเป็นที่สะอาดสะอ้านปราศจากข้อควรรังเกียจความปฏิกูลในฐานที่อย่างหนึ่ง แม้ปลงศพได้ทุกชั้นบรรดาศักดิ์ก็ดี การที่ต้องได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตพิเศษก่อนทุกรายนั้น ย่อมเป็นข้อจำกัดให้อยู่แต่ในการศพสาธุชน อันสมควรจะทำในสถานที่แห่งเดียวกันได้อย่างหนึ่ง ด้วยเหตุเหล่านี้ที่สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาสจึงเป็นที่ทำการศพของหลวงโดยมาก แลเป็นที่ยินดีของเจ้าภาพงานศพซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ปลงศพ ณ ที่สุสานหลวงนี้ การดูแลรักษาที่สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส เดิมเป็นพนักงานของกระทรวงโยธาธิการ เพราะสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้มีพระราชดำริสั่งสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อยังเสด็จดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงนั้น เป็นผู้รับสั่งสถาปนาที่สุสานหลวง ข้อซึ่งโปรด ฯ ให้เรียกว่า “สุสาน” นั้น เพราะทรงพระราชดำริว่าจะเรียกอย่างอื่น เช่นเรียกว่าที่เมรุหรือที่อันใดอื่นซึ่งใช้กันอยู่ไม่ตรงกับพระราชดำริในการสร้าง จึงโปรด ฯ ให้เอาคำบาลีว่า “สุสาน” อันแปลความว่า ที่ปลงศพ มาเรียก ได้จัดการสุสานหลวงตามกระแสพระราชดำริมาตลอดรัชกาลที่ ๕ ครั้นถึงรัชกาลที่ ๖ หน้าที่บำรุงรักษาสุสานหลวงย้ายไปอยู่กรมนคราทร ที่สุสานหลวงก็เป็นแต่ทำการศพหลวงเป็นพื้นศพซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าภาพนาน ๆ จะมีสักครั้งหนึ่ง ทุนที่สำหรับบำรุงรักษาก็ร่อยหรอหมดไป มาถึงรัชกาลปัจจุบันนี้ ทรงพระราชดำริเห็นว่า ที่สุสานหลวงก็เป็นส่วนหนึ่งในวัดเทพศิรินทราวาสถ้าโอนการบำรุงรักษาสุสานหลวงไปไว้กับการบำรุงรักษาพระอารามด้วยกัน จะเรียบร้อยดีกว่าอย่างแต่ก่อน จึงโปรด ฯ ให้โอนไปแต่เมื่อวันที่ ๑๐ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๙ หน้าที่การบำรุงรักษาสุสานหลวงเดี๋ยวนี้จึงเป็นพนักงานของเจ้าคุณพระสาสนโสภณเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสท่านปรารภว่า การซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงพระราชดำริสถาปนาที่สุสานขึ้นไว้ดังได้กล่าวมา เป็นการสมควรยิ่งนักที่จะจัดบำรุงรักษาสุสานหลวงต่อไป จะเป็นอย่างอื่นก็ไม่ดีเท่าให้คงอยู่ ตามกระแสพระราชดำริของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ท่านได้แจ้งความดำริแลปรารภถึงถาวรสถานต่าง ๆ ที่ในสุสานซึ่งชำรุดทรุดโทรมอยู่มากบ้างน้อยบ้างแก่ผู้ซึ่งได้สร้างถวายไว้แต่เดิมต่างก็ยินดีอนุโมทนารับจะปฏิสังขรณ์ให้คืนดีแทบทุกรายแแล้ว ท่านจึงปรารภความอีกข้อหนึ่งว่าควรจะตั้งกองทุนขึ้นไว้สำหรับบำรุงรักษาสุสานหลวงคล้ายกับบุญนิธิอย่างหนึ่ง แล้วแต่ผู้ใดจะศรัทธาบริจาคทรัพย์ช่วยอุดหนุนการนั้น จะเป็นเจ้าภาพงานศพซึ่งทำที่สุสานหลวงก็ดี หรือผู้ซึ่งประสงค์จะซ่อมแซมงานศพซึ่งทำที่สุสานหลวงก็ดี หรือแม้เป็นผู้อื่นแลมีเจตนาด้วยประการอย่างอื่นก็ดี ให้มีโอกาสบริจาคทรัพย์เพิ่มในกองทุนนั้นได้มากแลน้อยตามศรัทธา การบำรุงรักษาที่สุสานหลวงก็จะเป็นประโยชน์ไพบูลย์ สมดังพระราชประสงค์ของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมั่นคงถาวรสืบไป ข้าพเจ้าเห็นชอบด้วยตามความดำริของเจ้าคุณพระสาสนโสภณ จึงได้รับแต่งตำนานสุสานหลวง พิมพ์ไว้ให้ทราบกันแพร่หลาย แลหวังใจว่าเจ้าคุณพระสาสนโสภณจะได้ความช่วยเหลืออุดหนุนสมประสงค์ทุกประการ

(ลงพระนาม) ด.ร.

 

ทุนสมบัติสุสานหลวงเวลานี้มี ๗๐๐ บาท

ที่ ๑ ศพหม่อมราชวงศ์สุวพรรณ

ที่ ๒ ศพเจ้าจอมเอื้อน ในรัชกาลที่ ๕

ใน พ.ศ. ๒๔๗๐