ข้อความเบื้องต้น

                วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ในตำบลยศเส อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย จังหวัดพระนคร ด้านตะวันออกจนคลองผดุงกรุงเกษม ด้านตะวันตกและด้านเหนือจดคูวัด ด้านใต้จดถนนหลวง ตั้งแต่สร้างเป็นวัดมีพระสงฆ์อยู่ประจำตลอดมาจนถึงบัดนี้ (ปีจอ พ.ศ. ๒๔๗๗) นับได้ ๕๗ ปี มีเจ้าอาวาสปกครอง ๕ องค์ คือยุคที่ ๑ พระอริยมุนี (อายุวฑฒโน เอม) ครองวัดได้ ๖ ปี ยุคที่ ๒ พระธรรมไตรโลกาจารย์ ( ฐานจาโร เดช) ครองวัดได้ ๑๑ ปี ยุคที่ ๓ พระวินัยรักขิต (กาฬนาโม นาม) ครองวัดได้ ๓ เดือนเศษ ยุคที่ ๔ หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร (ธมมรโต พร้อม ลดาวัลย์) ทรงครองวัดได้ ๔ ปี ยุคที่ ๕ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ญาณวโร เจริญ สุขบท) ครองวัดมาแต่ปลายปีจอ พ.ศ. ๒๔๔๑ จนถึงบัดนี้ นับได้ ๓๖ ปีแล้ว และยังคงครองอยู่ คำว่า ยุค นั้น ในที่นี้กำหนดตามระยะกาลที่เจ้าอาวาสหนึ่งๆครองวัด เพื่อสะดวกแก่การที่จะเรียบเรียงตำนานนี้ต่อไป

               พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระอารามนี้ ในสมัยที่ดำรงพระชันษาเข้าเขตเบญจเพศมงคล เพื่อถวายพระราชกุศลสนองพระเดชพระคุณแด่สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมราชชนนี ด้วยพระราชหฤทัยกอปรด้วยพระกตัญญูกตเวทิตาคุณ อันเจริญพรั่งพร้อมในพระบรมราชสันดาน พระราชทานนามว่า วัดเทพศิรินทราวาส ด้วยพระราชประสงค์ให้สอดคล้องกับพระนามาภิไธยของสมเด็จพระบรมราชชนนี ประหนึ่งว่าได้โปรดให้สร้างวัดด้วยพระองค์เองเป็นวัดของพระสงฆ์คณะธรรมยุตติกนิกายตลอดมา

               ชั้นของวัดนี้ เดิมทีคงยังไม่แน่นอนนัก ด้วยสังเกตเห็นคำลงท้ายตามที่ปรากฏในสัญญาบัตร ทรงตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่มีเป็น ๒ อย่าง คือ วรวิหาร กับ ราชวรวิหาร เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๕ โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์พระอมราภิรักขิต (เจริญ) เป็นพระราชมุนี ใช้ คำว่า ราชวรวิหาร ครั้นมาในรัชกาลที่ ๖ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์พระเทพกวี (เจริญ) เป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์ กลับใช้คำว่า วรวิหาร อีก ถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๕๘ มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ แผนกกรมสังฆการี ว่าด้วยเรื่องจัดระเบียบพระอารามหลวง รวมพระอารามนี้ไว้ในประเภทราชวรวิหาร ชั้นโท เพราะฉะนั้น พระอารามนี้ จึงยุกติเป็นชั้นโท ชนิด ราชวรวิหาร ตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา

               คำว่า เทพศิรินทร์ นอกจากเป็นชื่อของวัด ต่อมาเมื่อทรงพระกรุณาโปรดให้ตั้งโรงพยาบาล ที่ริมถนนกรุงเกษมใกล้กับวัดเทพศิรินทร์ อยู่ในทิศใต้ของวัด (ตรงที่ซึ่งภายหลังตั้งเป็นสถานโอสถศาลาของรัฐบาล) ก็พระราชทานนามว่า เทพศิรินทรพยาบาล ครั้นถึงปีฉลู พ.ศ. ๒๔๕๖ มีโรงเรียนมัธยมตั้งขึ้นในบริเวณหน้าวัด ก็ตั้งชื่อโรงเรียนตามนามของวัดว่า โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ แต่อักษรท้ายคำนั้นเขียนต่างกัน เป็น ทร ก็มี เป็น ธร ก็มี อำมาตย์ตรีพระธรรมนิเทศทวยหาญ (อยู่ อุดมศิลป์) เล่าว่า ท่านเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ ครั้งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ได้พบคำว่า ศิรินธรา เป็นนามของเทพธิดาองค์หนึ่ง จึงลงสันนิษฐานว่าเทพศิรินทร์ ควรจะเป็น เทพศิรินธร มีผู้อื่นเห็นคล้อยตามท่านก็มาก แต่ฝ่ายในวัดยังคงเขียนเทพศิรินทร เป็นพื้นอยู่ ต่อมาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทอดพระเนตรเห็นการเขียนคำนั้นไม่ต้องกัน ด้วยต่างฝ่ายต่างเขียน ชวนจะวุ่นๆไม่ลงระเบียบจึงสอบสวนเค้าเดิมว่าจะมีอย่างไรแน่ จนได้หลักฐานที่ควรฟังเป็นประมาณแล้ว มีลายพระหัตถ์ประทานแก่เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ทรงชี้แจงอักษรนิยมสำหรับคำนั้น เพื่อให้ใช้ถูกต้อง จึงเขียนเทพศิรินทร ยุกติเป็นอย่างเดียวกันสืบมา ได้คัดสำเนาลายพระหัตถ์นั้นมาลงไว้ให้ปรากฎในที่นี้ด้วย

ที่ ๓๒ / ๑๘๒ ตำหนักจันทร์ วัดบวรนิเวศวิหาร
  วันที่๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๗


เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี เสนาบดีกระทรวงธรรมการ

               ชื่อวัดเทพศิรินทราวาส มาเขียนกันว่า เทพศิรินทราวาส ที่แปลว่า วัดของท่านผู้ทรงศรีแห่งเทวดา ดูความเสียมาก ไม่หมายความว่าพระอินทร์เลย ฉันเข้าใจว่า พระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก) ผู้คิดพระนามสมเด็จพระบรมราชชนนีในรัชกาลที่ ๕ คงจะหมายความอย่างอื่น คือ เทพศรี – อินทร เข้าสนธิเป็น เทพศิรินทร แปลความว่า พระจอมเกล้าของเทวดา ใช้ในสตรีลิงค์ หมายความว่า พระมเหสีของพระจอมเกล้าแห่งเทวดา ได้สอบดูอักษรจารึกพระโกศพระบรมอัฐิและพระโกศพระอัฐิพระชนนีของท่านเขียนว่า กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ ทุกแห่ง ฉันได้ทูลสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารในแผ่นดินปัจจุบัน ทรงพระอนุมัติและตรัสให้ใช้ตามนี้ ต่อมาได้พบสำเนาประกาศเฉลิมพระนามาภิไธยในสมุดประกาศตั้งกรม ซึ่งได้พิมพ์แจกเมื่อพระเมรุวัดราชาธิวาสคราวนี้ ก็ใช้อักษรเช่นนั้น เจ้าแบบแผนในชั้นหลังไม่รู้เท่า พระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก) เห็นศัพท์ในอรรกถาธรรมบทว่า เทวรชชสิริธโร ก็แก้เป็น เทพศิรินธร ไปเสียเช่นนี้ จะต้องอ่านว่า เทพศิรินธอน วันนี้อ่านร่างทำเนียบเห็นเขียนชื่อว่า วัดเทพศิรินธราวาส จึงบอกมาให้รู้ เพื่อใช้ให้ถูกหลัก

(ลงพระนาม) กรม-วชิรญาณวโรรส

               พื้นที่เมื่อก่อนสร้างวัดนี้ ตอนใกล้คลองผดุงกรุงเกษมเป็นนา ส่วนทางตะวันตกพ้นถนนพลับพลาชัยออกไปเป็นสวน (เดี๋ยวนี้ยังเรียกตำบลสวนมะลิ) ถัดไปข้างเหนือเป็นตำบลยศเส ข้างทิศใต้ตอนใกล้ผดุงกรุงเกษมมีป้อมตั้งอยู่ป้อมหนึ่ง (สร้างในรัชกาลที่ ๔) ชื่อป้อมผลาญศัตรูราบ ในทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นที่ดอน มีวัดพลับพลาชัยตั้งอยู่ (ซึ่งคนชาวบ้านถิ่นนั้นเรียกกันว่า วัดโคก) เมื่อจะว่าถึงสิทธิใครจะเป็นเจ้าของยังไม่ทราบแน่ ได้ยินว่า ดูเหมือนจะเป็นที่ของสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ ถ้าไม่ใช่ เหตุไฉนจึงโปรดให้สร้างตรงนั้นเล่า เพราะใกล้ชิดกับวัดพลับพลาชัย ซึ่งตั้งอยู่ก่อน บางท่านเล่าตามข่าวที่ได้ยินมาอีกทอดหนึ่งว่า เป็นที่ของฝ่ายในบ้าง เป็นที่ของชาวบ้านบ้าง อีกเสียงหนึ่งว่า ที่ในเขตนั้นต้องซื้อบ้าง ขับไล่บ้าง เท่าที่ทราบเพียงนี้จึงยังไม่แน่นอนลงไปว่า ใครเป็นเจ้าของมาแต่เดิม แต่มีข้อควรสังเกตอย่างหนึ่งตามที่หม่อมเจ้าพร้อมลดาวัลย์ ตรัสเล่าว่า กระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ไม่โปรดที่แคบเหมือนวัดโสมนัสวิหาร ต้องพระราชประสงค์ที่กว้างกว่านั้น และเฉพาะอยู่ริมคลองผดุงกรุงเกษมเป็นแนวเดียวกับวัดนั้นด้วย บริเวณนี้กว้างขวาง ปราศจากถาวรวัตถุและสิ่งที่เป็นหลักสำคัญอันจะกีดต่อการก่อสร้าง เป็นที่ต้องด้วยพระราชนิยม เหมาะกว่าแห่งอื่น

               มีพระบรมราชโองการให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์ ซึ่งครั้งนั้นยังเสด็จดำรงพระยศเป็นพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่น ฯ เป็นแม่กองสร้างพระอารามนี้ พระศิริ-สมบัติ (กร) คราวนั้นยังเป็นขุนท่องสื่อคนหนึ่ง และพระวิจิตร์รจนา ซึ่งยังเป็นขุนมีนามอย่างนั้นอีกคนหนึ่งเป็นนายด้าน เห็นจะได้เริ่มการก่อสร้างตั้งแต่ปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙ ก่อนยกวัด ๒ ปี

               เขตวัดครั้งแรกเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีคูโอบเกือบรอบคล้ายเกาะ ตอนหน้าเป็นลานไม่มีกำแพงล้อม เหมือนกับวัดมกุฏกษัตริย์และวัดโสมนัสวิหาร คูนั้นขุดชักไปจากคลองผดุงกรุงเกษม ตั้งแต่ทิศเหนือ ปากกว้าง ๒ วา ๒ ศอก ลึก ๓ ศอกเศษ ที่ต้นคูทำให้ถนนกรุงเกษมขาดจากกันจึงสร้างสะพานไม้สำหรับข้าม แต่ปลายคูหาได้ขุดยื่นไปจดคลองผดุงไม่ คงเว้นไว้เท่าระยะส่วนกว้างของถนนกรุงเกษม เพื่อจะทำสะพานข้ามเหมือนตอนเหนือ แต่ยังไม่ได้ทำ ภายหลังกระทรวงโยธาธิการถมคูด้านใต้ทำถนนหลวง ดังปรากฎอยู่ในบัดนี้ ดินในลำคูที่ขุดนี้เอาถมพื้นวัดแต่ก็เลือกถมพื้นที่จะสร้างวัตถุสถานก่อน เพราะไม่พอจะถมให้ทั่วกัน เขตวัดชั้นในก่อกำแพงล้อมรอบ กำแพงนั้นหนา ๖๐ เซ็นต์ สูงจากพื้นดิน ๒.๖๐ เมตร ตอนล่างทึบ ตอนบนทำช่องรูปไข่และทับหลังเป็นหน้ากระดาน กำแพงแนวหน้ามี ๓ ประตู คือประตูซ้ายสำหรับเข้าออกคณะเหนือ มีรูปและขนาดกว้างสูงเท่ากับประตูขวา ประตูกลางเป็นจตุรมุขย่อมุม เป็นซุ้มยอดทรงมงกุฏประดับกระเบื้องสลับสีอย่างงดงาม กรอบประตูกว้าง ๒.๑๘ เมตร จากพื้นสูงถึงเช็ดหน้า ๓.๕๐ เมตร จากทับหลังถึงคนซุ้ม ๔.๕๑ เมตร จากคอซุ้มถึงขาดยอด ๑๐.๒๖ เมตร ประตูนี้เรียกว่าประตูซุ้ม ส่วนประตูขวามีกรอบกว้าง ๑.๗๕ เมตร สูงถึงเช็ดหน้า ๓.๑๑ เมตร จากทับหลังประตูขึ้นไป เป็นรูปหน้าจั่วลาดๆ (ทรงเดียวกับหน้าจั่วกุฎีศาลาการเปรียญ) ทั้ง ๒ ข้างประตูซุ้มสร้างศาลาโถงติดกำแพงข้างละหลัง ฐานกว้าง ๗.๘๒ เมตร ยาว ๑๗.๓๖ เมตร พื้นปูกระเบื้องหน้าวัวเสาก่ออิฐถือปูน สูงจากพื้นถึงปลายเสาชาย ๓.๔๐ เมตร หลังคามุงกระเบื้องไทย วัดจากพื้นถึงขาดยอดสูง ๖ เมตร ระหว่างศาลากับประตูขวาและประตูซ้าย สร้างหอระฆังติดกับกำแพงอีก ๒ หอ ตรงหัวประจบกำแพงคั่นคณะ ก่อฐานหอสูงเท่ากำแพง ส่วนหอนั้นสูงพ้นกำแพงขึ้นไปถึงขาดยอด ๑๒.๓๐ เมตร ยอดเป็นมงกุฏทรงเดียวกับประตูซุ้ม และประดับกระเบื้องก็เช่นเดียวกัน ผิดกันที่ไม่ขยายเป็นจตุรมุขเท่านั้น กำแพงแนวเหนือมี ๒ ประตู แนวหลังมี ๔ ประตูคือสำหรับเข้าออกคณะเหนือประตู ๑ คณะใต้ประตู ๑ ตอนกลางสำหรับเข้าออกบริเวณพระอุโบสถ ๒ ประตู ในระหว่าง ๒ ประตูตอนกลางนี้ สร้างศาลาขึ้นหลังหนึ่ง (ตรงที่สร้างกุฎีใหญ่คณะกลางในบัดนี้) เป็นศาลาโถงติดกำแพง มีขนาดและทรวดทรงเหมือนกับศาลาข้างประตูซุ้ม เว้นแต่พื้นเป็นดิน ศาลานี้ไม่สู้มีประโยชน์แก่วัดนัก เพราะสมัยนั้นยังนับว่าเป็นที่เปลี่ยว ด้วยตั้งอยู่ห่างหมู่กุฎี จึงอาศัยเป็นที่เก็บศพภิกษุสามเณรที่ถึงมรณภาพในวัด ส่วนกำแพงแนวใต้มีประตูเดียวภายในเขตกำแพงนี้แบ่งเป็น ๓ บริเวณ คือบริเวณเหนือ (ซึ่งบัดนี้เรียกว่าคณะเหนือ) ๑ บริเวณพระอุโบสถ ๑ บริเวณใต้ (ซึ่งบัดนี้เรียกว่าคณะใต้) ๑ ส่วนบริเวณหลังพระอุโบสถ (ซึ่งบัดนี้ เรียกว่าคณะกลาง) ยังไม่มีในเวลานั้น เพราะความประสงค์ในชั้นแรกสร้าง จะให้มีหมู่เสนาสนะ แต่ในบริเวณเหนือกับบริเวณใต้เท่านั้น ส่วนคณะกลางมาเริ่มมีขึ้นในยุคที่ ๒ ทั้งได้ก่อสร้างเพิ่มเติมในยุคที่ ๔ และที่ ๕ เป็นลำดับมาอีก ระหว่างบริเวณเหนือกับบริเวณพระอุโบสถก่อกำแพงคั่นไว้มีประตูเข้าออก ๑ ประตู แม้ในระหว่างใต้กับบริเวณพระอุโบสถ ก็มีกำแพงคั่นอีกเหมือนกัน แต่กำแพงนั้นไม่ยื่นไปจดกำแพงแนวหน้า ไม่เหมือนกำแพงคั่นคณะเหนือ ทำให้เสียความงามไปหน่อย ส่วนประตูก็มี ๑ ประตูเช่นเดียวกัน สำหรับบริเวณพระอุโบสถก่อกำแพงแก้วล้อมอีกชั้นหนึ่ง ตัวกำแพงสูง ๑.๗๐ เมตร ชักแนวเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสทุกแนว ทำช่องขาดสำหรับเป็นทางเข้าออกไว้แนวละ ๒ ช่อง ทำหัวเม็ดเฉพาะ ๒ ช่องในแนวหน้า ส่วนช่องในแนวอื่นหาทำหัวเม็ดไม่ แนวตะวันออกห่างจากกำแพงวัดหน้า ๑๖.๗๒ เมตร แนวตะวันตกห่างจากกำแพงวัดแนวหลังเป็นระยะเหลื่อมกันอยู่ คือทางประตูตะวันตกเฉียงเหนือห่าง ๒๒.๙๐ เมตร ทางประตูตะวันตกเฉียงใต้ห่าง ๑๕.๒๐ เมตร นี่แสดงให้เห็นว่า กำแพงวัดแนวหลังหาได้ยื่นจากเหนือเป็นเส้นตรงไปทางใต้ทีเดียวไม่ แนวเฉเสี้ยวไปทางตะวันออกประมาณ ๘ เมตร แนวเหนือห่างจากกำแพงคั่นคณะเหนือ ๖.๑๐ เมตร แนวใต้ห่างจากกำแพงคั่นคณะใต้ ๖.๑๐ เมตรเท่ากัน ที่กำแพงแก้วนี้ตามมุมทั้ง ๔ และระหว่างกลางอีก ๔ ก่อฐานสี่เหลี่ยมย่อไม้สิบสองสำหรับปลูกต้นไม้บ้าง เป็นบ่อน้ำขังบ้าง เป็นที่วางก้อนศิลาบ้าง รวม ๘ แห่ง เพื่อให้เป็นนิมิตสีมาต่อไป

               บริเวณเหนือซึ่งต่อไปเรียกว่าคณะเหนือ ส่วนกว้าง ๓๓.๕๐ เมตร ยาว ๑๒๔.๔๕ เมตร แบ่งที่สร้างเป็น ๒ ฟาก ไว้ทางเดินกลาง คือจากประตูตะวันออกตรงไปประตูตะวันตก เว้นให้ว่างพอทำถนนได้ สร้างศาลาและกุฎีติดกับกำแพงคั่นคณะเหนือตอนใกล้บริเวณพระอุโบสถแถวหนึ่ง (ต่อไปจะเรียกว่าแถวใน) ตอนตรงข้ามซึ่งเป็นฟากเหนืออีกแถวหนึ่ง (ต่อไปจะเรียกว่าแถวนอก) ตั้งต้นจากที่ใกล้ประตูตะวันออก สร้างศาลาดินหลังหนึ่ง เป็นต้นแถวของกุฎีแถวใน ศาลานั้นกว้าง ๗.๗๕ เมตร ยาว ๑๒ เมตร ส่วนสูงเท่ากับศาลาข้างประตูซุ้ม ต่อจากศาลาก็สร้างกุฎี ๕ หลัง (นับตามห้องเป็น ๑๑ ห้อง) ระหว่างหลังที่ ๒ กับหลังที่ ๓ นั้น เป็นทางเข้าออกประตูกำแพงคั่นคณะ ซึ่งสำหรับเป็นที่ไปมาติดต่อกับบริเวณพระอุโบสถ ต้นกุฎีแถวนอก สร้างศาลาการเปรียญหลังหนึ่ง กุฎีแถวนอก สร้างเป็น ๒ หมู่ ไม่ทำหันหน้าหาถนนกลางคณะเหมือนแถวใน หมู่ต้นมีกำแพงล้อมโอบการเปรียญไว้ด้วย ทำประตูเข้าออกติดต่อถนนกลางคณะ ๒ ประตู สำหรับเข้าออกทางเหนืออีก ๑ ประตู สร้างกุฎี ๓ หลัง เป็นกุฎีใหญ่ (สำหรับเจ้าอาวาสอยู่) หลังหนึ่ง อีก ๒ หลังนั้น (นับตามห้องเป็น ๔ ห้อง) หันหน้าหากุฎีใหญ่ ส่วนกุฎีใหญ่หันหน้าหาถนนกลางคณะทางหน้ากุฎีใหญ่ตอนซ้ายใกล้ประตูสร้างกับปิยกุฎีไว้หลังหนึ่ง ถัดมาทางขวาซึ่งตรงข้ามกับกัปปิยกุฎีนั้น ก็สร้างกัปปิยกุฎีไว้อีกหลังหนึ่ง ไม่ยกพื้น แต่พื้นปูกระเบื้องหน้าวัวเหมือนกันทั้งสองหลัง กุฎีหมู่ต้นนี้มี ๕ ห้อง ส่วนหมู่ถัดไปอีก ๔ หลังหันหน้าหากัน เป็นกุฎี ๘ ห้อง ไม่มีกำแพงล้อมรอบ ถัดจากหมู่นี้ไปขุดสระน้ำกรุอิฐถือปูนไว้สระหนึ่ง ตรงแนวประตูตะวันตกทางขวามือ ก่อวัจจกุฎีเป็นตึกมุงกระเบื้องไทยแถวหนึ่ง ๖ ห้อง การเปรียญและกุฎีทุกหลังไม่มีกันสาด ฝ้าในกุฎีใหญ่ทำด้วยไม้ล้วน แต่กุฎีนอกนั้นทำเป็น ๒ อย่าง คือฝ้าห้องเฉลียงทำด้วยไม้ ส่วนฝ้าห้องในทำด้วยแผงถือปูน ข้าพเจ้าคิดฉงนใจว่า ทำไมจึงทำไม่เหมือนกัน ได้ความจากนายผลัด กรลักษณ์ บุตรพระศิริสมบัติ (กร) ผู้ซึ่งเป็นนายด้านก่อสร้างครั้งนั้นคนหนึ่งว่า การที่ฝ้าห้องในทำด้วยแผงนั้นเพราะเร่งจะทำให้เสร็จทันงานยกวัด ซึ่งกำหนดกระชั้นเข้ามาแล้ว ถ้าจะทำด้วยไม้ เกรงจะไม่ทันแต่ข้อนี้เมื่อพิเคราะห์ดูคณะใต้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่เข้าใจเลยว่า การเร่งรีบนั้นเป็นเหตุที่แน่นอน เพราะคณะใต้นั้นสร้างเมื่อยกวัดแล้ว เป็นงานที่ค่อยทำค่อยเสร็จ ไม่มีข้ออ้างว่าเร่งร้อนอย่างไร เหตุไฉนฝ้าห้องในจึงไม่มี แม้เพียงแต่ผ้าดาดแทนแผงก็ไม่มี ส่วนฝ้าห้องเฉลียงทำด้วยไม้ดุจกุฎีในคณะเหนือ แต่ไม่ได้ทาสี กุฎีทุกหลังเป็น ๒ ชั้นเหมือนกันหมด จากชั้นล่าง (คือพื้นดิน) ถึงพื้นกระดานอันเป็นพื้นบนสูง ๒.๓๐ เมตร จากพื้นบนถึงสุดผนังสูง ๓.๗๐ เมตร จากลานดินถึงขาดยอดสูง ๘.๒๐ เมตร ชั้นล่างของกุฎีทั่วไปไม่ได้ยกพื้น ทั้งไม่ได้ปูอิฐหรือกระเบื้องเลย คงเป็นดินล้วนๆและไม่ได้ปราบให้เสมอ ชั้นล่างนั้นอาศัยไม่ได้ ระดับต่ำกว่าลานดิน อันเป็นชานกุฎีอยู่โดยรอบเป็นเหตุให้น้ำซึมเข้าไปเอิบดินภายในชื่นแฉะ บันไดขึ้นลงชั้นบนทุกกุฎีก่อไว้ข้างนอกคั่นบันไดด้วยศิลาจีนขรุขระ รวมกุฎีในคณะเหนือมี ๒๔ ห้อง การเปรียญสร้างไม่เสร็จทันงานยกวัด ถนนยังคงเป็นพื้นดิน แต่พูนให้สูงขึ้นนิดหน่อย

               ในบริเวณกำแพงแก้ว กำหนดที่เป็น ๓ ตอน คือตอนริมข้างเหนือจะสร้างพระอุโบสถตอนกลางจะสร้างฐานพระศรีมหาโพธิ ตอนริมข้างใต้จะสร้างพระวิหารจตุรมุขยอดปรางค์ ตามเค้านี้ ถ้าสร้างสำเร็จทุกอย่างแล้ว จะงดงามหาน้อยไม่ พระอุโบสถนั้นเริ่มฝังรากพอจะเสร็จ ส่วนฐานพระศรีมหาโพธิก่อแล้วก่อนเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๐ เป็นรูปฐานปัทม์ย่อไม้สิบสอง ห่างจากฐานพระอุโบสถ ๑๓.๔๓ เมตร วัดรอบฐาน ๔๐ เมตร ฐานสูง ๒.๔๐ เมตร และทำพนักรูปฟักโดยรอบสูงขึ้นไปอีก ๙๒ เซ็นต์ ถมดินข้างในสูงเท่ากับฐานแล้วลาดปูนเป็นพื้นบน และก่อขอบกลมล้อมดินให้สูงจากพื้นบนของฐานอีก ๔๐ เซ็นต์ ก่อบันไดขึ้นลงด้านตะวันออกกว้าง ๒ เมตร โปรดเกล้า ฯ ให้เชิญต้นพระศรีมหาโพธิแห่มาปลูก เวลา ๑๔ นาฬิกา วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๐ กระบวนแห่นั้นปรากฎในหมายรับสั่งว่า มีพระบรมราชโองการให้ขอแรงพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจัดการเล่นต่าง ๆ ส่วนตำนานพระศรีมหาโพธินั้น มีแจ้งอยู่ใน

พระราชปรารถของพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ซึ่งพิมพ์ไว้ในหนังสือนิบาตชาดกเล่มต้น ได้คัดมาโดยเฉพาะดังนี้

               พระศรีมหาโพธิวัดนิเวศธรรมประวัติ เป็นพันธุ์พระศรีมหาโพธิที่พระพุทธคยา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ข้าพเจ้าเพาะเม็ด ครั้นเมื่อเพาะขึ้นเป็นต้นแล้ว ข้าพเจ้าได้ขอพระราชทานไว้ ๓ ต้น ได้ปลูกไว้ที่วัดเทพศิรินทราวาสต้นหนึ่ง วัดมณีชลขันธ์ต้นหนึ่ง อีกต้นหนึ่งนั้นปลูกไว้ที่วัดนิเวศธรรมประวัติ ต้นหลังที่เหลือจากเลือกแล้ว ๒ ต้นกลับงามดีกว่าต้นอื่นๆ พระศรีมหาโพธินี้ ได้งอกขึ้นราวกันกับเมื่อพระลูกหญิงศรีวิลัย ประสูติ

               ตามกระแสพระราชปรารภนี้ ได้ความว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงเพาะเม็ดพระศรีมหาโพธิงอกขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๑๑ นับแต่เริ่มงอกขึ้น และต่อมาจนถึงเวลาที่โปรดเกล้า ณ ให้เชิญไปปลูกที่วัดเทพศิรินทร์นั้น พระศรีมหาโพธิมีอายุ ๑๐ ปี กำลังงาม และต้นที่ปลูกในวัดนี้แต่เดิมงามดีกว่าต้นที่ปลูกในวัดนิเวศธรรมประวัติ ภายหลังเมื่อปลูกแล้ว ต่อมาต้นที่ปลูกในวัดนิเวศธรรมประวัตินั้น กลับเติบโตงดงามกว่า ข้อนี้เป็นด้วยที่วัดนี้ก่อฐานสูงหุ้มดินไว้ จึงทำให้พระศรีมหาโพธิไม่ค่อยงาม ส่วนที่วัดนิเวศธรรมประวัติไม่ก่อฐาน ปลูกลงที่พื้นดิน และใกล้แม่น้ำ รากเลื้อยทอดไปได้สะดวก จึงเลี้ยงลำต้นขยายตัวเติบโตดีกว่ากัน ถึงปีนี้ (พ.ศ.๒๔๗๗) นับว่าพระศรีมหาโพธิมีอายุได้ ๖๗ ปี (แก่กว่าอายุวัดเทพศิรินทร์ ๑๐ ปี) วัดจากพื้นบนของฐานจนสุดยอดพระศรีมหาโพธิ ๑๒.๒๑ เมตร ตอนระหว่างฐานพระศรีมหาโพธิกับต้นนิโครธซึ่งเป็นนิมิตสีมาทิศบูรพา ปลูกโรงอุโบสถชั่วคราวขึ้นหลังหนึ่ง ยกพื้น ฝาไม้ หลังคามุงจาก มีช่อฟ้าใบระกาทำด้วยไม้ ทาสีแดง เรียกกันในครั้งนั้นว่า โบสถ์เล็กบ้าง โบสถ์จากบ้าง สำหรับเป็นที่ทำอุโบสถสังฆกรรมไปพลางจนกว่าจะสร้างพระอุโบสถสำเร็จ ถัดจากฐานพระศรีมหาโพธิไปทางใต้ซึ่งจะสร้างพระปรางค์นั้น ยังไม่ได้เริ่มการฝังรากลงเข็ม ถึงในบริเวณใต้ก็ยังไม่ได้สร้างหมู่กุฎีส่วนบริเวณหน้าวัดครั้นนั้นยังไม่ได้ก่อกำแพงล้อม ที่ริมคลองผดุงกรุงเกษมสร้างศาลาท่าฉนวน ๓ หลัง เป็นศาลาโถงตรีมุข ยกพื้น ก่ออิฐถือปูน มีพนังรอบเสาไม้ หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงิน ไว้ระยะตรงกับประตูกำแพงวัดชั้นในทั้ง ๓ หลัง (ในเวลานั้นเสด็จพระราชทานพระกฐินโดยทางชลมารค) และพูนดินเป็นถนนตรงไปประตูนั้น ๆ ไว้ด้วย จึงมีถนนในบริเวณหน้าวัด ๓ สายที่ริมถนนสายกลางตอนนอก สร้างศาลาดินไว้ข้างละหลัง สำหรับเป็นที่พักข้าราชการในเวลารับเสด็จที่ริมถนนสายใต้ (ตรงที่สร้างตึกเยาวมาลย์อุททิศซึ่งปรากฎอยู่บัดนี้) สร้างศาลาดินอีกหลังหนึ่งแต่ไม่ได้ใช้ในการอื่น นอกจากเป็นที่เก็บสัมภาระในการก่อสร้าง ระหว่างถนนสายเหนือกับสายกลางมีฝรั่งมาขอขุดหลุมเผาแก็สใช้ในการขึ้นบัลลูน เสร็จแล้วคนวัดขุดทำบ่อน้ำเล็กกรุอิฐถือปูน(บัดนี้กลบดินทับเสียแล้ว) ริมถนนสายกลางถัดศาลาดินเข้ามา ปลูกพลับพลายกตรีมุข หลังคามุงจากช่อฟ้าใบระกาทำด้วยไม้ทาสีแดงหลังหนึ่ง ข้างหลังมีชานต่อกับพลับพลา ๕ ห้อง มีเฉลียงรอบอีกหลังหนึ่ง พลับพลานี้ปลูกไว้เป็นที่ประทับในคราวเสด็จพระราชดำเนินทางก่อพระเจดีย์ทราย ซึ่งได้โปรดเกล้า ฯ ให้มีขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๒๑ ในครั้งต่อ ๆ มาเสด็จพระราชดำเนินบ้าง โปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จแทนพระองค์บ้าง พระอุดมศีลคุณเล่าว่าพระราชพิธีก่อพระเจดีย์ทรายนี้ ภายหลังเมื่อทรงเริ่มสถาปนาวัดเบญจมบพิตร โปรดให้เลื่อนไปทำที่วัดนั้นแทน ส่วนในวัดนี้เป็นอันงดแต่นั้นมา (ในระหว่างที่การเปรียญยังสร้างไม่เสร็จในยุคที่ ๑ ฝ่ายวัดได้อาศัยพลับพลานี้เป็นโรงเรียนชั่วคราว และต่อมารื้อเสียในยุคที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๔ เพราะโปรดให้มีการพระเมรุ เป็นที่พระราชทานเพลิงศพพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าบัณฑรวรรณวโรภาศ ในบริเวณหน้าวัดปลายปีนั้น) การก่อพระเจดีย์ทรายนั้น นับว่ามีประโยชน์หลายประการนอกจากเป็นเครื่องส่งเสริมเพิ่มพูนความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอันเป็นที่เคารพ และนอกจากได้ทรายกับทั้งทรัพย์ที่บริจาคสมทบในการก่อสร้างนั้นแล้ว ยังมีประโยชน์สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเป็นการโฆษณาเผยแพร่ให้คนทั้งหลายรู้จักวัดและชักนำให้มาติดต่อคุ้นเคยไว้ เพื่อจะได้หาโอกาสมาช่วยกันทำนุบำรุงตามสมควรต่อไป รายงานการก่อสร้างพระเจดีย์ทรายนี้ ทุกๆครั้งมีประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ได้คัดสำเนารายงานการก่อพระเจดีย์ทรายครั้งแรก ซึ่งมีในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕ หน้า ๔๔ (จ.ศ. ๑๒๔๐) มาไว้เป็นตัวอย่างในที่ด้วยว่า

               ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๕ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีขาล ยังเป็นนพศกศักราช ๑๒๓๙ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเจริญผลภูลสวัสดิ์ สั่งให้นายด้านปลูกพลับพลา ๕ ห้อง เฉลียงรอบ มีอาสน์สงฆ์ แขวนโคมแก้ว เชิญพระไชยในแผ่นดินปัจจุบัน สถิตบนโต๊ะหมู่จำหลักลายทอง ตั้งเครื่องแก้วเจียระไนต่างๆ สนมพลเรือนตั้งเครื่องนมัสการทองคำเครื่องห้า พระวุฒิการบดีนิมนต์พระพรหมมุนีมาเป็นอธิบดีสงฆ์ พระเทพโมลี พระครูฐานา รวม ๒๐ รูป พร้อมกันบนพลับพลาวัดเทพศิรินทราวาส พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าฝ่ายใน ข้าทูลละอองธุลีพระบาท ผู้ใหญ่ผู้น้อย ฝ่ายทหารพลเรือนพร้อมกัน ก่อพระเจดีย์ทรายภายในลานวัดเทพศิรินทราวาส เพลาบ่าย ๕ โมงเศษ พระเจ้าราชวงศ์เธอ กรมหมื่นเจริญผลภูลสวัสดิ์ โปรดให้จุดเทียนเครื่องนมัสการ พระพรหมมุนีถวายศีล แล้วสวดสัตตปริตร รุ่งขึ้น ณ วันศุกร์ เดือน ๕ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เพลาเช้า ๓ โมงเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางประตูพรหมโสภา ประทับเรียกพระสุพรรณรัตนพิจิตร สั่งให้จัดโต๊ะกาทองคำจำหลัก พระราชทานพระอมรวิสัยสรเดช แล้วทรงรถพระที่นั่ง พร้อมด้วยตำรวจทหารขี่ม้าแห่นำตามเสด็จ เสด็จทางประตูพิมานไชยศรี เลี้ยวป้อมเผด็จดัสกร เสด็จทางชลมารค เลี้ยวถนนบำรุงเมือง ตรงไปสะพานเหล็กวัดสระเกศ ประทับวัดเทพศิรินทราวาส เสด็จขึ้นประทับบนพลับพลา ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการ พระหรหมมุนีถายศีล ครั้นทรงศีลแล้ว เสด็จพระราชดำเนิน ทรงประเคน พระสงฆ์รับพระราชทานฉัน เสด็จพระราชดำเนินทรงปิดทองพระปฎิมาฉลองพระองค์กรสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์แล้ว ทรงปิดทองพระยืนทรงเครื่องฉลองพระองค์ในสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑลโสภณภควดี เจ้าพนักงานแตรสังข์พิณพาทย์ ก็ประโคมขึ้นพร้อมกัน ครั้นทรงปิดทองเสร็จแล้ว โปรดให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ พระเจ้าราชวงศ์เธอ พระเจ้าน้องยาเธอ ไปปิดทองพระพุทธปฎิมาทั้งสองพระองค์ ครั้นพระสงฆ์รับพระราชทานฉันเสร็จแล้ว พระราชทานหมากพลูธูปเทียนสบง พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเจริญผลภูลสวัสดิ์ น้อมเกล้า ฯ ถวายคำนับ มีความดังนี้ ข้าพระพุทธเจ้าราชบัณฑิตย์ กรมวังมหาดเล็ก ได้รับพระราชทานตรวจพระเจดีย์ทราย พระมหาธาตุ ๑ บริวาร ๕๒ รวม ๕๓ องค์ และพระเจดีย์ทราย พระบรมวงศานุวงศ์กรมฝ่ายหน้าฝ่ายใน ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายทหารพลเรือน ซึ่งได้มาก่อพระเจดีย์ทรายในวัดเทพศิรินทราวาส ข้าพระพุทธเจ้าได้ตรวจพระเจดีย์ทรายได้ ๗,๐๗๒ องค์ ขอพระราชทานถวายพระราชกุศล ขอเดชะ ฯ ประทับอยู่จนเพลาบ่ายโมงเศษ เสด็จกลับพระบรมมหาราชวัง ในกรมพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรศักดา-พิศาล หม่อมลัด กับหม่อมเจ้าชายหญิงในกรมของท่าน พากันไปก่อพระเจดีย์ทราย รวมเงินสองตำลึงในกรมพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอมเรนทรบดินทร์ เจ้าจอมมารดาน้อย ๑ หม่อมเจ้าจังหวัด ๑ หม่อมเจ้าเจริญ ๑ หม่อมเจ้าเมฆิน ๑ หม่อมเจ้าชิดเชื้อ ๑ หม่อมเจ้าวิชากร ๑ หม่อมเจ้าหญิงราศรี ๑ หม่อมเจ้าหญิงสำองค์องค์ ๑ หม่อมเจ้าหญิงกานดาดวง ๑ หม่อมเจ้าหญิงเยาวเรศ ๑ หม่อมเจ้าหญิงยุภาพิน ๑ หม่อมเจ้าหญิงปฤษฎางค์ ๑ หม่อมเจ้าหญิงไพ ๑ พร้อมกันได้ก่อพระเจดีย์ทราย รวมเงินสามตำลึงบาท ในกรมพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนภูวนัยนฤเบนทราธิบาล หม่อมเจ้าหญิงสุคนธราศรี ๑ หม่อมราชวงศ์สวน ๑ หม่อมไผ่ ๑ ขลิบนางนม ๑ พร้อมกันก่อพระเจดีย์ทราย รวมเงินสองตำลึง ในกรมพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนบดินทรไพศาลโสภณ หม่อมเจ้าพิศวง ๑ หม่อมเจ้าวงศ์วิจิตร ๑ พร้อมกันก่อพระเจดีย์ทราย รวมเงินสองตำลึง ในกรมพระเจ้าราชวงศ์เธอ กรมหมื่นเจริญผลภูลสวัสดิ์ เจ้าจอมมารดาสัมฤทธิ์ก่อพระเจดีย์ทรายรวมเงินสองตำลึง หม่อมกรุงก่อพระเจดีย์ทราย เงินกึ่งตำลึง หม่อมเจ้าอันก่อพระเจดีย์ทรายเงินบาทหนึ่ง หม่อมเจ้าบันก่อพระเจดีย์ทราย เงินบาทหนึ่ง หม่อมเจ้าจันทรก่อพระเจดีย์ทรายเงินบาทหนึ่ง หม่อมเจ้าสุบรรณก่อพระเจดีย์ทราย เงินบาทหนึ่ง หม่อมเจ้าจำรัสก่อพระเจดีย์ทรายเงินบาทหนึ่ง หม่อมเจ้ารสก่อพระเจดีย์ทราย เงินบาทหนึ่ง เย็นภริยาพระยารัตนโกษาก่อพระเจดีย์ทราย รวมเงินสามตำลึงบาท จุ้ยภริยาพระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมืองก่อพระเจดีย์ทรายรวมเงินสองตำลึง หลวงโยธาภิบาล กัปตันสต๊าปก่อพระเจดีย์ทราย เงินสองสลึง นายยิ้ม เล็บเตอร์แนน กรมทหารม้าหน้าก่อพระเจดีย์ทราย เงินสองสลึง มีจิตศรัทธาพร้อมกันไปก่อพระเจดีย์ทรายที่วัดเทพศิรินทราวาส

               ในรายงานก่อพระเจดีย์ทราย ปรากฎว่าได้ทรงปิดทองพระปฏิมาฉลองพระองค์สมเด็จพระบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เนื่องในการพระราชกุศลนั้นด้วย พระปฎิมา ๒ องค์นี้ โปรดให้สร้างตั้งแต่ในรัชกาลที่ ๔ องค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปหล่อยืน ปางห้ามสมุทร ฐานสูง ๔๔ เซนต์ องค์สูง ๑.๗๓ เมตร ฉลองพระองค์สมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ อีกองค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปหล่อยืนทรงเครื่อง ปางห้ามพระญาติ ฐานสูง ๔๐ เซ็นต์ องค์สูง ๑.๕๐ เมตร ฉลองพระองค์สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑลโสภณภควดี กรมหลวงวิสุทธิกษัตริย์ พระพุทธรูปทั้งสององค์นี้ โปรดให้เชิญมาไว้ก่อนแล้ว ประดิษฐานอยู่ที่พลับพลา เฉพาะในคราวก่อพระเจดีย์ทราย พ้นจากเวลานั้นก็เชิญไปประดิษฐานไว้ในโบสถ์เล็ก

เมื่อการสร้างเสนาสนะในคณะเหนือจวนจะเสร็จ ทรงสอดส่องหาพระที่ควรจะเป็นเจ้าอาวาสทรงพระราชดำริเห็นพระครูพุทธมนต์ปรีชา (อายุวฑฒโน เอม) วัดบวรนิเวศวิหาร ฐานานุกรมของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นผู้มีพรรษายุกาลปูนผู้ใหญ่กอปรด้วยจริยาวัตรน่าเลื่อมใส อุตสาหะเล่าเรียนพระธรรมวินัย มีความรู้กว้างขวาง สามารถเป็นนิสิตาจารย์ของกุลบุตร ชักนำพุทธศาสนิกชนให้เกิดศรัทธาเลื่อมใส มีความนิยมในธรรมานุธรรมปฏิบัติ ทั้งเป็นผู้ทราบระเบียบกิจวัตรขนบธรรมเนียมเป็นอันดี อาจรักษาการในพระอารามให้เป็นไปสมพระราชประสงค์ เพื่อเฉลิมพระราชศรัทธาตามสัตติกำลัง สมควรเป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดเทพศิรินทร์ได้ ถึงวันพุธที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๒๑ จึงทรงตั้งให้เป็นพระอริยมุนีที่พระราชาคณะ เมื่อท่านได้รับสัญญาบัตรสมณศักดิ์ที่ทรงตั้งแล้ว ยังคงอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหารไปพลางก่อน พระอริยมุนีไม่ได้เป็นเปรียญก็จริง แต่ได้เรียนภาษาบาลีมีความรู้อยู่บ้าง การที่ท่านได้รับตำแหน่งซึ่งโดยมากโปรดทรงตั้งแต่พระที่เป็นเปรียญนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าทรงยกย่องท่านเป็นพิเศษ แต่ท่านก็ได้พยายามบำรุงการศึกษาภาษาบาลี ถึงกับมีเปรียญได้ทันอายุของท่านนับว่าเป็นการสนองพระเดชพระคุณสมกับที่ทรงยกย่อง

ภาพ พระปฎิมา ๒ องค์


ปางห้ามสมุทร

ปางห้ามพระญาติ