|
ข่าวฉลองและเปิดโรงเรียนนิภานภดล วันที่ ๔ ธันวาคม เวลา ๑๐ ก.ท. เศษ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้านิภานภดลเสด็จมาทรงบำเพ็ญพระกุศล ณ วัดเทพศิรินทราวาส พร้อมด้วยพระอัครชายาเธอ กรมขุนสุทธาสินีนาถ และพระประยูรญาติ กับราชบริพารเป็นอันมาก ในการฉลองและเปิดโรงเรียนนิภานภดลอันพระองค์ท่านได้ทรงสละทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างประทาน ให้เป็นศึกษาสถานฝ่ายพระปริยัติธรรมและนักธรรม หลวงสาโรชรัตนนิมมานก์กับหลวงวิศาลศิลปกรรม ในกระทรวงศึกษาธิการเป็นนายช่างออกแบบและอำนวยการทั่วไป พระครูธรรมธร หลุย วัดนี้ เป็นผู้ดูการจนสำเร็จสมบูรณ์ ในงานนี้พระสงฆ์ ๑๐ รูป มีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าเป็นประมุข เจริญพระพุทธมนต์ พระองค์ท่านถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์และภิกษุสามเณรทั้งหมดในพระอารามนี้มีจำนวน ๑๒๕ รูป เมื่อพระสงฆ์ ๑๐ รูปที่เจริญพระพุทธมนต์ กระทำภัตกิจเสร็จ พระองค์ท่านทรงประเคนเครื่องไทยธรรมแล้ว ทรงอ่านรายงานการก่อสร้างโรงเรียนนิภานภดล และมีพระดำรัสอุทิศถวายในที่ประชุมสงฆ์ เมื่อจบลงแล้วประทานพระดำรัสนั้นแก่พระสาสนโสภณเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสถวายพระธรรมเทศนาในปุญญนิธิกถา ๑ กัณฑ์แล้ว พระสงฆ์ถวายอนุโมทนาทรงประเคนเครื่องไทยธรรมแก่พระสาสนโสภณ และถวายสลากสิ่งของแก่ภิกษุสามเณรทั้งหมด ตลอดถึงพระอาคันตุกะบางรูป การฉลองและการเปิดโรงเรียนนิภานภดลนี้ ทำในวันที่ ๔ ธันวาคมคล้ายกับวันประสูติของพระองค์ท่าน พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย เสด็จมาช่วยถวายอนุโมทนาเป็นอันมาก มีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชเป็นประธานพระองค์ท่านถวายและประทานสิ่งของต่าง ๆ มีกระเป๋าหนังและซองบุหรี่เงินลงยาเป็นต้น แก่เจ้านายและข้าราชการที่มาช่วยและนายช่างทั้งสองนั้น ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการนี้ แล้วเสด็จกลับ เสร็จพิธีในการฉลองและเปิดโรงเรียนนิภานภดล เพียงเท่านี้ สำเนาพระเสาวนีย์ ข้าพเจ้าคำนึงถึงการศึกษาพระปริยัติธรรมของภิกษุสามเณรที่สืบต่อมาแต่โบราณกาลจนบัดนี้ รู้สึกมีความเลื่อมใสศรัทธา ด้วยเห็นว่าการเล่าเรียนศึกษาเป็นทางเกื้อกูลแก่ฝ่ายปฎิบัติ เมื่อเจริญรุ่งเรืองเพียงใด ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนเพียงนั้น พระพุทธศาสนาตั้งอยู่มั่นคงแพร่หลาย ประกาศปฏิปทาอันจะน้อมผู้ปฏิบัติให้เป็นไปโดยชอบมีความสุขเกษมสำราญเพราะมีการสอนการเรียนพระปริยัติธรรมเฟื่องฟู ดำริแล้วใคร่จะหาทางบำรุงเป็นส่วนพิเศษตามกำลังพอประจวบกับสมัยที่ข้าพเจ้ามีอายุ ๒๘ ปี เสมอพระชนมพรรษาแห่งสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ทูลกระหม่อมย่า ตามธรรมเนียมนิยมว่า ผู้เนื่องในสกุลควรจะปรารภสมัยเช่นนั้นเป็นเหตุ กระทำปฏิการสนองพระเดชพระคุณในพระองค์ท่าน จึงยินดีบริจาคทรัพย์ ๔๐,๐๐๐ บาทเพื่อสร้างถาวรวัตถุให้เป็นที่สะดวกแก่การศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักวัดเทพศิรินทราวาส ซึ่งพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทูลกระหม่อมของข้าพเจ้า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาขึ้นโดยพระบรมราชูทิศ ถวายแด่ทูลกระหม่อมย่าและพระอารามนี้ก็ได้มีการศึกษาเจริญยั่งยืนสถานหนึ่งเป็นลำดับมาไม่ขาดสาย จึงเห็นสมควรที่จะสร้างถาวรวัตถุนั้นลงในพระอารามนี้
ครั้นเริ่มการตามที่มุ่งหมายในคราวนั้น ไม่ทันไรก็มีมหาสงครามเกิดขึ้นในทวีปยุโรปไม่เป็นการที่จะทำได้สะดวก จึงต้องงดไว้จนมหาสงครามสงบลง แต่ราคาเครื่องใช้ในการก่อสร้างเกินประมาณทุนที่กำหนดไว้ จึงเพิ่มขึ้นอีก ๒๒,๐๐๐ บาท รวมทั้งเงินที่มีผู้ศรัทธาช่วยด้วยอีกบ้างอยู่ในจำนวนนี้ รวมเป็นเงิน ๖๒,๐๐๐ บาท ได้อาราธนาพระสาสนโสภณ เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสช่วยเป็นธุระดำริการอันควรแก่กิจที่จำนงนั้น เริ่มให้ช่างสร้างแต่ พ.ศ. ๒๔๖๖ เป็นตึก ๒ ชั้นพื้นและเสาแทรกผนังรับคานคอนกรีต มีมุขขวางด้านตะวันออกและด้านตะวันตก ขนาดกว้างมุขละ ๙ เมตร แบ่งเป็นระเบียงทางด้านเหนือกว้าง ๒.๕๐ เมตร พื้นชั้นล่างจากระดับพื้นดินสูง ๑.๕๕ เมตร แต่พื้นชั้นล่างถึงพื้นชั้นบนสูง ๕ เมตร จากพื้นชั้นบนจดท้องชื่อ ๕.๑๐ เมตร แต่ระดับพื้นดินสูงขาดยอด ๑๗.๐๕ เมตร มีถนนเล็กเชื่อมฐานตึก เว้นด้านใต้มีเขตล้อมด้วยกำแพงรั้วคอนกรีตโดยรอบ ภายในตึกชั้นล่างมี ๖ ห้อง ชั้นบนมี ๕ ห้อง บันไดขึ้นชั้นบนทางมุขด้านตะวันตกมีเครื่องใช้ตามสมควร บันไดคู่ลงพื้นที่มุขตรงประตูกำแพงทั้งสองด้านเหนือ ในตึกหลังนี้เครื่องบนใช้ไม้ตะแบก นอกนั้นใช้ไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องซีเมนต์แบบไทย ค่าก่อสร้าง ราคา ๖๐,๐๐๐ บาท ค่าโต๊ะ เก้าอี้ โคมระย้าแก้ว ๒ ระย้า เครื่องไฟฟ้าและสายล่อฟ้า ราคา ๒,๐๓๖.๓๕ บาท รวมค่าก่อสร้างและค่าเครื่องใช้สำหรับโรงเรียนนี้ ราคา ๖๒,๐๓๖.๓๕ บาท นับว่าการสำเร็จสมประสงค์ ณ บัดนี้เป็นวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ ซึ่งพ้องกับดิถีคล้ายวันเกิดของข้าพเจ้า อันควรนิยมเป็นศุภสิริสวัสดิมงคล เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าขอน้อมถวายสถานที่สร้างขึ้นนี้ในท่ามกลางประชุมสงฆ์ มีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าเป็นประธาน ให้เป็นสมบัติของวัดเทพศิรินทราวาส สำหรับเป็นโรงเรียนภาษาบาลีในพระอาราม ขออุทิศถาวรวัตถุทานการกุศลทั้งปวงนี้ ถวายแด่สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทูลกระหม่อมของข้าพระเจ้า และสมเด็จพระเทพศินรินทราบรมราชินี ทูลกระหม่อมย่าของข้าพเจ้า เพื่อทรงอนุโมทนาเพิ่มพูนพระราชกุศลอรรถจริยาอีกโสดหนึ่ง อันเป็นปัจจัยให้สำเร็จพระราชสิริสวัสดิ์จตุพิธพรในกาลทุกเมื่อ ขอพระสงฆ์ทั้งปวงจงรับสถานนี้ประกอบในประโยชน์อันเป็นที่เชิดชูพระพุทธศาสนา เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขความเจริญแก่ข้าพเจ้าและพระญาติทั้งปวงตลอดกาลนาน เทอญ. วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๗
ถึง พ.ศ. ๒๔๗๓ ทาสีตึกนิภานภดลนั้นอีกครั้งหนึ่ง ด้วยทุนบริจาคของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าพระองค์นั้น เป็นจำนวน ๑๕๐ บาท กุฏิเดิมหลังคามุงกระเบื้องไทยทั้งหมด ชำรุดรั่ว ต้องซ่อมเรื่อยมา และโดยมากไม่มีกันสาดได้ติดซุ้มกันสาดประตูหน้าต่าง ด้วยทุนของทายกทายิกาบ้าง ทุนของผู้อยู่กุฎีนั้น ๆ บ้าง ของวัดบ้างตามควร. ฝ้าห้องในกุฎีคณะเหนือ ทำทั่วทุกกุฎีแล้วในยุคที่ ๔ แต่ในกุฎีคณะใต้ยังไม่มี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ ท่านน้อย เปาโรหิตย์ มารดาเจ้าพระยามุขมนตรี บริจาคทรัพย์ให้ทำฝ้ากุฎีคณะใต้ด้วยไม้สัก ๑๔ ห้อง ทาสีตลอดทั้งฝ้าห้องระเบียง ซึ่งแต่เดิมไม่ได้ทาสีไว้ด้วย สิ้นเงิน ๑,๘๐๐ บาทเศษ การทาสีซ่อมของเก่า การปรับพื้นชั้นบนใหม่ แก้บันไดที่ปูด้วยศิลาท่อน เพียงเสริมปูนทับบ้างรื้อออกแล้วปูกระเบื้องซีเมนต์แทนหรือถือปูนแทนบ้าง ด้วยทุนของผู้อยู่กุฎีนั้น ๆ ก็มี วัดช่วยก็มีค่อยทำค่อยแก้เป็นลำดับมา พื้นล่างกุฎีเป็นดินยังไม่เรียบร้อย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ประทานทุน ๓๐๐ บาทเศษ ให้ปูด้วยกระเบื้องหน้าวัว ๔ ห้อง ต่อจากนั้นมีท่านผู้อื่นบริจาคทรัพย์ให้ปูอีกจนทั่วกัน รั้วไม้ล้อมกุฎีคณะเหนือก็ซ่อมพร้อมทั้งทาสีใหม่ เพราะของเดิมโทรมแล้วโดยมาก ใน พ.ศ. ๒๔๕๐ ซ่อมหอสูงในคณะเหนือและศาลาอาบน้ำในคณะกลาง ด้วยทุนของวัด ๑,๐๐๐ บาท พระยามหาอำมาตยาธิบดี (เส็ง วิรยะศิริ) และคุณหญิงมหาอำมาตยาธิบดี (ทองอยู่ วิรยะศิริ) สร้างกุฎีในคณะใต้หลังหนึ่ง ราคา ๔,๐๐๐ บาท ตรงข้ามตึกนิภานภดล (และสร้างศาลาน้ำคณะเหนือคณะใต้อีก ๒ หลัง ซ่อมถนน ๕ สายดังกล่าวมาแล้ว) อุทิศกุศลแก่นายสิริส่งและนายเสมาไชย บุตรผู้วายชนม์ เสร็จเรียบร้อยใน พ.ศ. ๒๔๕๖ มีมหกรรมพร้อมสรรพกับทั้งถวายใบมอบไว้ด้วย ดังสำเนาต่อไปนี้ ขอประกาศแด่พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งมาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นี้ ด้วยข้าพเจ้าทั้งหลายให้สถาปนาเสนาสนะใหม่หลังหนึ่ง คือกุฏิ ๒ ชั้น ๓ ห้อง เป็นตึกก่อด้วยอิฐโบกปูน หลังคามุงกระเบื้องพร้อมด้วยทัพพสัมภาระ กับเครื่องใช้และเครื่องตกแต่ง บัดนี้การก่อสร้างนั้นแล้วสำเร็จสมบูรณ์สมควรเป็นสังฆบริโภค ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถวายกุฎีหลังนี้ไว้ในพระบรมพุทธศาสนา เป็นจาตุทิศิกาวาส สำหรับพระภิกษุสงฆ์ซึ่งอยู่ในพระอารามนี้แล้ว หรือจะมาแต่ทิศทั้ง ๔ ได้อาศัยประพฤติศาสนพรหมจรรย์ บริโภคโดยผาสุกทุกประการ อนึ่ง ข้าพเจ้าทั้งหลายบริจาคทรัพย์สร้างศาลาน้ำ ๒ ห้อง ทั้งได้ซ่อมแซมถนนอีก ๕ สายเสร็จแล้ว ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับสังฆิกเสนาสน์สาธารณวัตถุนั้นบริโภคตามสบายเถิด และข้าพเจ้าทั้งหลายขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่สิริส่งและเสมาชัย ซึ่งทำกาลกิริยาไปแล้วนั้น แม้บุตรทั้งสองจะไปอยู่ปรโลกใด ๆ ขอให้ได้รับอานิสงฆ์ที่ข้าพเจ้าทั้งหลายทำแล้วอุทิศให้นี้ เจริญด้วยประโยชน์และสุขสิ้นกาลนาน เทอญ. ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ (ลงนาม) พระยามหาอำมาตยาธิบดี และทองอยู่ พระอุดมศีลคุณทำดาดฟ้าคอนกรีตต่อหน้ากุฎีนี้ ราคา ๔๐๐ บาท เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ พระยาศรีธรรมาธิราช ปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทย บริจาคทรัพย์จ้างช่างให้เจาะผนังกุฎีเจ้าพระยานรรัตน ฯ ในคณะกลางตรงใต้หน้าต่างชั้นบนด้านตะวันออกระหว่างมุขกลางกับมุขริม ติดลูกแก้วและมีบานไม้สำหรับปิดเปิดไว้ด้วย ต่อมาพระนรินทราภิรมย์บริจาคทรัพย์ ๔๐๐ บาทเศษ ให้ทำบันไดในกุฎีนั้น ซึ่งของเดิมมีไว้ตรงห้องซองข้างประตูหน้าแต่ชันและขั้นแคบ จึงรื้อออกแล้วทำขึ้นใหม่ ในห้องมุมตะวันออกด้านเหนือ เสร็จใน พ.ศ. ๒๔๖๓ และในปีเดียวกันนั้น หลวงภาษีสมบัติกับคุณนายเนียนบริจาคทรัพย์ ๑,๕๒๐ บาทเศษ ให้ทำห้องน้ำชั้นบน มีส้วมชักโครกพร้อม อนึ่ง ซุ้มประตูล่างด้านหลังไม่มีมาแต่เดิม วัดได้ทำเพิ่มขึ้นให้เป็นคู่กับด้านหน้า และแก้ทรงรูปซุ้มหน้าให้เหมือนกับซุ้มหน้าที่ทำใหม่นั้นอีกด้วย จำนวนภิกษุสามเณรมีมากขึ้น เสนาสนะไม่เพียงพอ มีผู้บริจาคทรัพย์หลายคน รวมสร้างกุฏิแถวหลังหนึ่ง แบ่งเป็น ๗ ห้อง ในที่ระหว่างคณะกลางกับคณะใต้ ด้านหลังชิดกำแพงแก้ว ด้านหน้าใกล้กำแพงวัดแนวหลัง สิ้นเงิน ๑๗,๖๓๓.๗๓ บาท ทำเสร็จใน พ.ศ.๒๔๖๖ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ เริ่มสร้างกุฎีตึกในที่ระหว่างคณะกลางกับคณะเหนือ ซึ่งขนานนามว่ากุฎีสมเด็จ มีความพิสดารแจ้งอยู่ในรายงานอันบันทึกไว้ในหนังสืออนุโมทนาที่พิมพ์แจกในงานฉลองกุฎีนั้น ดังต่อไปนี้ รายงานสร้างกุฎีสมเด็จ ศิษยานุศิษย์ และผู้นับถือในเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดเทพศิรินทราวาส ปรารภถึงกรุณาคุณของท่าน ซึ่งมีปกแผ่เป็นห้วงใหญ่สุดที่จะคณนา ปรารถนาจะสนองพระคุณโดยเต็มกำลัง แต่การสนองพระคุณนั้น ที่เป็นไปเฉพาะก็ได้โอกาสเป็นครั้งคราว ย่อมจะไม่เพียบพร้อมทุกเมื่อ ถ้ากระไรได้ร่วมใจกันทำ สุดแต่ผู้ใดจะพอประสงค์เพียงไหน ซึ่งต้องให้อยู่ในเกณฑ์ที่ว่า พร้อมกันทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยทุนรวม ที่ต่างบริจาคมากหรือน้อยตามกำลังแล้วถวายแด่เจ้าพระคุณ เช่นนี้คงจะเป็นผลดีไม่น้อยกว่า ๒ ประการ คือ (๑) สิ่งที่ทำนั้นจักเป็นล่ำสันเพราะอาศัยการรวมกำลัง และ (๒) จักเป็นเหตุให้เจ้าพระคุณปลื้มปีติในเมื่อได้เห็นการทำด้วยความพร้อมเพรียงในหมู่ศิษยานุศิษย์ กับทั้งผู้นับถือ ซึ่งท่านได้พยายามพร่ำสอนชักนำให้สามัคคีกันแต่ไหนแต่ไรมาแล้วนั้น ในที่สุดเห็นว่าควรจะสร้างตึกถวายสักหลังหนึ่ง จึงได้เริ่มโฆษณาดังสำเนาต่อไปนี้ วัดเทพศิรินทราวาส เจริญด้วยถาวรวัตถุ มีสถานก่อสร้าง ผลประโยชน์รายได้และการศึกษาเล่าเรียนเป็นอาทิ เพราะอาศัยความปรีชาสามารถในอุบายบริหารแห่งเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เพื่อให้บรรดาภิกษุสามเณรผู้เข้าไปอยู่ศึกษาปฏิบัติพระธรรมวินัย อายุพระพุทธศาสนาได้รับความสะดวกยิ่งขึ้นเสมอ มิใช่แต่เท่านั้น ท่านยังพร่ำให้โอวาทอนุศาสนี ไม่ทอดทิ้งแม้ผู้เข้าไปชั่วเวลา อันได้ชื่อว่าอุบาสกอุบาสิกา ก็ได้สดับพระธรรมเทศนาจากท่าน ทั้งในดิถีอุโบสถและวันอาทิตย์ นับว่าท่านได้ให้ประโยชน์ประจำชีวิตอย่างยิ่งแก่เราและลูกหลาน พวกพ้องร่วมชาติ ไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากย่อท้อ รู้สึกว่ากรุณาคุณของท่านท่วมท้นอยู่แก่พวกเราเหลือล้นพวกเราจึงหาโอกาสแสดงกตเวทิตาสนองคุณท่านจนสุดสามารถ เพื่อให้เกียรติคุณของท่านสถิตยั่งยืนอยู่ในอนาคต อันวัตถุที่จะดำรงเกียรติคุณของท่านให้สถาพรสืบไปนั้น ในเวลานี้เห็นพ้องกันว่าจักสร้างเป็นตึกถวายไว้ในวัดเทพศิรินทราวาสสลักหลังหนึ่ง เชิดชื่อว่า กุฎีสมเด็จ จารึกประวัติของท่านไว้ ใช้ทุนที่จักเก็บรวบรวมได้จากบรรดาผู้เลื่อมใสในท่านและพวกเราผู้เป็นศิษยานุศิษย์เงินทุนที่ท่านทั้งหลายจักบริจาค โปรดส่งไปยังขุนนิราพาธประคุณ เหรัญญิก ณ ห้างขายยานิราพาธหมายเลขที่ ๗๔๘๗๕๐ ถนนเยาวราช หรือที่กุฎีท่านเจ้าคุณอุดมศีลคุณ วัดเทพศิรินทร์ หรือที่อุบาสิกาแพ ข้างวัดเทพศิรินทร์ ซึ่งไวยาวัจกรจักได้นำส่งเหรัญญิก ส่วนผู้อยู่หัวเมืองก็ส่งธนาณัติในนามของเหรัญญิก จักได้ใบเสร็จรับเงิน ลงนามเหรัญญิกประทับตราเป็นสำคัญทุกราย เมื่อสิ้นเดือนหนึ่ง ๆ จักโฆษณานามและจำนวนเงินให้ทราบในหนังสือพิมพ์รายวัน แล้วนำเงินทุนนั้นไปฝากไว้ก่อน ณ แบงค์สยามกัมมาจล มีกำหนดรับเงินภายใน ๖ เดือน นับแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๗๑ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๒ เมื่อรวบรวมเงินทุนได้เพียงพอแล้ว ก็จักได้ลงมือก่อสร้าง เมื่อเสร็จการก่อสร้างแล้ว ก็จารึกรายนามและจำนวนเงินผู้บริจาคลงไว้ที่ตึกนั้นเป็นเครื่องเจริญอปราปรเจตนา แจ้งข้อความมา ณ วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๗๑ คณะกรรมการ พระอุดมศีลคุณ พระราชาคณะ วัดเทพศิรินทราวาส พระยาราชนกูลวิบูลภักดี พระยาพิเรนทราธิบดีสีหราชงำเมือง พระยาประวัติสุทธิการ พระสารประเสริฐ ขุนนิราพาธประคุณ เหรัญญิก ท่านผู้มีความเลื่อมใส จำนงจักส่งทุนไปสมทบด้วยเท่าไร โปรดลงนามในใบจำนงข้างท้ายนี้แล้ว ส่งไปยังเจ้าคุณอุดมศีลคุณ วัดเทพศิรินทราวาส หรือขุนนิราพาธประคุณ เหรัญญิก หรือที่อุบาสิกาแพ ข้างวัดเทพศิรินทร์ จักบอกแต่จำนวนเงินก่อนหรือส่งเงินพร้อมกันก็ได้ เมื่อโฆษณาแล้วมีผู้บริจาคเงินบ้าง สิ่งของอื่น ๆ บ้างเป็นลำดับมา ถึงเดือนมีนาคมได้รับเงินพอที่จักเริ่มการได้ จึงจ้างช่างรับเหมาทำการสร้าง พระนริทราภิรมย์ กรุงเทพฯ วัฒกี เป็นผู้รับเหมา ทำหนังสือสัญญาในการสร้างตึก ตั้งแต่วันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๑ ตกลงราคาจ้าง เป็นเงิน ๕,๙๐๐ บาท กุฎีนั้นสร้างในบริเวณคณะกลางที่ติดต่อกับคณะเหนือ เป็นตึกคอนกรีต ๒ ชั้น ด้านหน้าตรงกับทิศใต้ มีมุขโถงประกอบบันไดขึ้นลงสองข้าง ด้านหลังตึกมีอีกบันไดหนึ่ง ส่วนร่วมในตึกมีบันไดอยู่กลาง ซ้ายขวากั้นเป็นห้อง ทั้งชั้นล่างชั้นบน หลังคาเป็นดาดฟ้า มีบันไดจากชั้นที่ ๒ ขึ้นไป ส่วนสูงของวัดตึก วัดจากพื้นดินถึงพื้นตึกชั้นหนึ่งสูง ๑.๒๐ เมตร จากพื้นชั้นหนึ่งถึงพื้นชั้น ๒ สูง ๓.๗๕ เมตร จากพื้นชั้น ๒ ขึ้นไปถึงดาดฟ้าล่างสูง ๓.๗๕ เมตร จากดาดฟ้าล่างถึงดาดฟ้าบนสูง ๒.๒๐ เมตร วัดจากพื้นดินสูงขาดยอดตึก ๑๐.๙๐ เมตร รอบตึกก่อถนนเดินเท้ากว้าง ๑ เมตร ถนนเดินเท้าสายหน้าซึ่งต่อจากตอนมุขหน้าไปจดถนนวัด (มีอยู่ก่อน) กว้าง ๒ เมตร ถนนเดินเท้าสายหลัง ต้นจดหน้าบันไดหลัง ปลายจดกุฎีกว้าง ๑ เมตร การสร้างตึกสำเร็จเรียบร้อยในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ค่าใช้จ่ายนอกจากที่เป็นค่าจ้างตามสัญญาสร้างตึก ยังมีค่ารื้อกุฎีเรือนไม้ของเก่า ย้ายไปปลูกที่อื่น เป็นเงิน ๒๔๘.๕๔ บาท ค่าไม้ค่าแรงและเบ็ดเตล็ดในการรื้อกำแพงเก่าย้ายไปทำใหม่ (หล่อคอนกรีต) ซ่อมกำแพงเก่า ทำถนนเสริมเก่าใหม่ ย้ายศาลาท่าน้ำ รวมทั้งสิ่งที่ทำเพิ่มเติมในกุฎีสมเด็จด้วย เป็นเงิน ๑,๑๒๐ บาท ค่ารั้วเหล็กและบานประตูชั้นนอก เป็นเงิน ๙๒๕ บาท รั้วเหล็กและบานประตูชั้นใน เป็นเงิน ๑๑๑.๕๐ บาท โต๊ะหมู่ปิดทองล่องชาด เป็นเงิน ๒๕๔.๒๘ บาท เครื่องใช้อย่างอื่น ๆ รวมทั้งค่าเบ็ดเสร็จ เป็นเงิน ๑๗๑.๓๕ บาท ค่าพิมพ์หนังสืออนุโมทนา (พร้อมทั้งรายงานการสร้าง บัญชี รายพระนามและรายนามที่ทรงบริจาคและบริจาคเงินบ้าง สิ่งของบ้าง) ในการสร้างกุฎีสมเด็จ จำนวน ๒,๐๐๐ ฉบับ เป็นเงิน ๓๗๖ บาท ค่าพิมพ์หนังสือจารึกพระนามและนามที่ทรงบริจาคและบริจาคเงินและสิ่งของ เป็นเงิน ๑๐๐ บาท รวมทั้งสิ้นที่จ่ายแล้ว ๙,๒๐๖.๖๗ บาท ส่วนเงินที่ได้รับ๑๕,๔๖๑.๐๔ บาท คงเหลือ ๗,๐๑๑.๐๘ บาท จำนวนเงินที่เหลือจ่ายนี้ ตกลงสงวนไว้เป็นทุนบำรุงการที่เกี่ยวกับกุฎีสมเด็จเป็นต้นต่อไป กำหนดฉลองกุฏิสมเด็จ ในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ศกนั้น มีการเจริญพระพุทธมนต์ถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระสงฆ์ ๑๐ รูปมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้าเป็นประธาน เทศน์อานิสงส์เมื่อเทศน์จบแล้ว พร้อมกันถวายกุฎีเป็นสังฆิกเสนาสน์แด่พระสงฆ์ในวัดเทพศิรินทราวาสสืบไปเป็นอนุสรณีย์แห่งความพร้อมใจในหมู่ศิษยานุศิษย์และผู้นับถือ รวมกำลังสนองพระคุณ เชิดชูเกียรติสมบัติอันฟุ้งเฟื่องแห่งเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิอันมโหฬารเป็นอุดมคุรุสถานีย์แห่งพุทธบริษัททั่วพุทธเกษตรสากล เป็นศรีสังฆโสภณแห่งพระบรมพุทธศาสนาตลอดกาลนาน อนึ่ง ในปีเดียวกันนั้น ได้เริ่มสร้างกุฏีในคณะใต้ ตรงที่ถมสระอีกหลังหนึ่ง แบ่งเป็น ๓ ห้อง ราคาห้องละ ๑,๕๐๐ บาท ด้วยทุนบริจาคของพระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าอัพภันตรีประชาและพระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าทิพยาลังการ รวม ๒ ห้อง ซึ่งทรงอุทิศเป็นพระกุศลประทานแก่ท่านเจ้าพระยานรรัตนราชมานิต (โต) รวม ๓,๐๐๐ บาท ส่วนอีกห้องหนึ่งนั้น สร้างด้วยทุนบริจาคของคุณนายนกแก้ว ๑,๕๐๐ บาท พ.ศ. ๒๔๗๒ เปลี่ยนกระเบื้องหลังคากุฎีเก่าในคณะใต้ทุกหลัง กระเบื้องเดิมเป็นกระเบื้องไทย เปลี่ยนใหม่เป็นกระเบื้องซีเมนต์ ด้วยเห็นว่าจะเรียบร้อยไม่รั่วบ่อย ๆ เหมือนกระเบื้องเก่านั้น การเปลี่ยนกระเบื้องครั้งนี้มีผู้บริจาคทรัพย์หลายท่านรวมกัน ๗๕๙.๘๐ บาท และในปีนั้นเองเริ่มสร้างกุฎีในคณะเหนือ ตรงที่ถมสระอีกแถวหนึ่ง แบ่งเป็น ๔ ห้อง ราคาห้องละ ๑,๘๐๐ บาทเป็นทุนบริจาคของพระพนมสารนรินทร์ (หุ่น) ห้อง ๑ ของคุณสายหยุด บุนนาค ห้อง ๑ ของขุนอนุวัตรเวชกิจ เจ้าของห้างขายยาบริบูรณ์โอสถ ถนนเฟื้องนคร ห้อง ๑ ของวัดห้อง ๑ รวมเงิน ๗,๒๐๐ บาท สร้างถัดออกไปอีกแถวหนึ่งจดแนวกำแพงที่รื้อออกนั้น หันหน้าหาหลังที่สร้างก่อนแบ่งเป็น ๔ ห้อง และราคาห้องละ ๑,๘๐๐ บาทเหมือนกัน สร้างด้วยทุนของวัด ๗,๒๐๐ บาท การเปรียญและกุฎีใหญ่ในคณะเหนือ ซึ่งเคยเป็นกุฎีเจ้าอาวาส และเป็นโรงเรียนภาษาบาลีมาแต่ก่อน กับทั้งหอสูงและกัปปิยกุฎีหน้ากุฎีใหญ่นั้นด้วย ชำรุดทรุดโทรมมานานแล้ว ให้รื้อออกและสร้างกุฎีขึ้นใหม่อีก ๕ แถว แถวละ ๔ ห้อง นับจากตะวันออก ตั้งแต่แถวที่ ๑ ถึงแถวที่ ๔ ราคาแถวละ ๖,๐๐๐ บาท ส่วนแถวที่ ๕ นั้น สร้างบวกกุฎีเก่า ราคา ๔,๐๐๐ บาท รวมทั้ง ๕ แถว เป็นเงิน ๒๘,๐๐๐ บาท สร้างด้วยทุนของวัด รวมกุฎี ๗ แถว สิ้นเงินที่สร้าง ๔๒,๔๐๐ บาท เริ่มตั้งแต่ปลาย พ.ศ. ๒๔๗๒ เป็นลำดับมา จนถึงต้น พ.ศ.๒๔๗๔ จึงสมบูรณ์ กุฎีที่สร้างใหม่ในคณะใต้และในคณะเหนือ ล้วนมุงหลังคากระเบื้องซีเมนต์ทั้งสิ้น พระนรินทราภิรมย์ กรุงเทพ ฯ วัฒกี เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างทั้งหมด นางบริบูรณ์ ฯ สร้างอุทิศให้หลวงบริบูรณ์เวชศาสตร์ ๑ ห้อง ราคา ๑,๕๐๐ บาท พระนรินทราภิรมย์สร้างซุ้มบันไดกุฎีคณะเหนือถวายไว้ซุ้ม ๑ คือซุ้มบันได กุฎีริมประตูที่จะไปติดต่อบริเวณพระอุโบสถตอนตะวันตกเฉียงเหนือ ราคา ๓๐๐ บาท พ.ศ. ๒๔๗๓ ซ่อมกุฎีในคณะกลางสองข้างโรงฉัน คือทาสีตัวไม้ ฉาบน้ำปูนผนัง ทำกันสาดด้านหน้า และเทคอนกรีตเป็นพื้นทับลานดินด้านหน้า สิ้นเงิน ๑,๐๐๐ บาท เป็นทุนบริจาคของตระกูลจินตยานนท์ วัจจกุฎีเดิมชำรุด จึงรื้อออกและสร้างขึ้นใหม่ที่ใกล้มุมคูตะวันออกเฉียงเหนือหลังหนึ่งก่ออิฐถือปูนมี ๖ ห้องสำหรับภิกษุสามเณร อีกหลังหนึ่งเครื่องไม้มี ๒ ห้อง สำหรับศิษย์วัดสร้างด้วยทุนของทายกทายิการวมกัน ราคาราว ๑,๒๐๐ บาท ครั้นต่อมาใน พ.ศ.๒๔๗๒ สร้างแปลนเป็นแบบชักโครก ทั้งสร้างไว้ในคณะกลาง ๓ ห้อง และคณะใต้อีก ๕ ห้องด้วย รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน ๑,๘๐๐.๒๐ บาท ด้วยทุนบริจาคของทายกทายิการวมกัน พ.ศ.๒๔๗๓ ทำส้วมชักโครก ๒ ห้อง กับห้องน้ำ ๑ ห้อง สำหรับอุบาสกอุบาสิกา รวม ๓ ห้อง สิ้นเงิน ๒๓๐.๕๑ บาท เป็นทุนบริจาคของตระกูลสุขบท ๑๙๐.๕๑ บาท ของคุณนายสาย ๔๐ บาท ซ่อมแซมวัจจกุฎีสำหรับพระอาคันตุกะ ๓ ห้อง เป็นเงิน ๑๒๐ บาท ด้วยทุนของวัด ซื้อเก้าอี้สนามซึ่งหล่อพื้นเป็นศิลาลาย ราคาเก้าอี้ละ ๗ บาท รวม ๔๒ เก้าอี้ ด้วยทุนบริจาคของท่านเจ้าอาวาสและพระใหม่ พ.ศ. ๒๔๗๔ รวมกับของอุบาสิกา ๒๙๔ บาท ทำรถบรรทุกขยะรถบรรทุกสิ่งของสำหรับใช้ในวัดอย่างละคัน ด้วยทุนของวัด ซื้อเรือไว้ลำหนึ่งสำหรับทำความสะอาดในสระหลังวัด ด้วยทุนบริจาคของตระกูลสุขบท บริเวณสุสานหลวงในยุคนี้ มีการก่อสร้างและเปลี่ยนแปลงสิทธิอำนาจในการปกครองเป็นลำดับมา แต่ก่อนโปรดให้กระทรวงโยธาธิการดูแล ถึงรัชกาลที่ ๖ โปรดให้กรมนคราทรคุ้มครองเป็นหน้าที่บำรุงรักษา กรมนคราทรก็ได้อาศัยเพาะชำต้นไม้บ้าง เก็บรถขนขยะบ้างศพซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าภาพนาน ๆ จะมีสักครั้งหนึ่ง โดยมากทำการศพของหลวงเป็นพื้น ทุนที่สำหรับบำรุงรักษาก็ไม่มี ครั้นมาในรัชกาลนี้ ทรงพระราชดำริเห็นว่า ที่สุสานหลวงก็เป็นส่วนหนึ่งในวัดเทพศิรินทราวาส ถ้าโอนการบำรุงรักษาสุสานหลวงเข้าไว้กับการบำรุงรักษาพระอารามด้วยกันจะเรียบร้อยดีกว่าแต่ก่อน จึงโปรดให้โอนเข้าวัดนี้แต่วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๙ เมื่อวัดได้รับมอบสิทธิในการปกครองแล้ว ท่านได้ให้พระมหาผิว สุขกาโม เป็นผู้กำกับการทำความสะอาดและซ่อมแซมต่อมา ส่วนที่ก่อสร้างด้วยทุนของเจ้าภาพงานศพก็หลายอย่าง แต่ปลูกสร้างเสร็จแล้วก่อนวัดได้รับมอบ คือในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ งานพระศพพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้านิเวศ เจ้าภาพสร้างศาลาโถงสำหรับเป็นที่พักฝ่ายหน้าถวายหลังหนึ่ง กว้าง ๖.๗๗ เมตร ยาว ๒๑.๘๒ เมตร ต่อจากศาลาดำรงธรรม ยาวไปทางเหนือ ระยะห่างกันเพียง ๕ เมตร พระราชทานนามว่า ศาลาอุทิศนิเวศ และงานศพเจ้าจอมมารดาบัวในรัชกาลที่ ๔ เจ้าภาพสร้างศาลาโถงแบบและขนาดเดียวกับศาลาอุทิศนิเวศนั้น สำหรับเป็นที่พักฝ่ายในถวายหลังหนึ่ง ต่อจากศาลาบำเพ็ญทาน ยาวไปทางใต้ พระราชทานนามว่า ศาลาอุเทศปทุม ต่อมา พ.ศ. ๒๔๔๕ เจ้าภาพงานศพพระยาราชสงคราม (ทัด หงสกุล) และเจ้าภาพศพพระยาอิสรานุภาพ (เอี่ยม บุนนาค) บริจาคทรัพย์สร้างศาลาโถง ๒ หลัง ห่างจากพลับพลาด้านตะวันออก ๒๙.๒๐ เมตร มีขนาดเท่ากันทั้งสองหลัง กว้าง ๔.๕๐ เมตร ยาว ๒๑.๘๕ เมตร และที่มุมศาลาโถงนี้กับมุมศาลาดำรงธรรมต่อกัน สร้างหอพระสวดพระอภิธรรมอีกหลังหนึ่ง เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๙ ด้วยทุนบริจาคของเจ้าภาพงานพระศพพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประพาฬรัศมี ประมาณ ๓,๐๐๐ บาท เข้าใจว่าสิ่งของและค่าแรงแพง ในงานพระราชทานเพลิงศพมหาอำมาตย์โท พระยาไพบูลย์สมบัติ(เดช บุนนาค) วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๗ เจ้าภาพให้สร้างหอสวดพระอภิธรรม เป็นคู่กันกับหอเก่า ๑ หลัง รูปร่างทรวดทรงอย่างเดียวกัน ราคา ๘๐๐ บาทเศษ ตรงมุมศาลาบำเพ็ญทาน เมื่อโปรดให้โอนสุสานหลวงเข้าเป็นของวัดแล้ว ได้ซ่อมมา ๓ ครั้ง คือใน พ.ศ. ๒๔๗๐ ซ่อมศาลาดำรงธรรม ๑๙๕ บาทเศษ ซ่อมศาลาบำเพ็ญทาน ๓๘๖ บาทเศษ ซ่อมศาลาอุทิศนิเวศ ๓๐๓ บาทเศษ ซ่อมศาลาอุเทศปทุม ๓๑๐ บาทเศษ ซ่อมศาลาอิศรานุภาพ ๙๓ บาทเศษ ซ่อมศาลาราชสงคราม ๑๐๗ บาทเศษ การซ่อมนั้นอาศัยทุนบริจาคของท่านผู้สร้างไว้เดิมใน พ.ศ.๒๔๗๓ ซ่อมกำแพงรั้วเหล็กแนวเหนือและตะวันตก เป็นเงิน ๒๓๕๐ บาท ทั้งสองคราวนี้ซ่อมด้วยทุนของวัด พ.ศ. ๒๔๗๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้รื้อพลับพลาอิศริยาภรณ์ แล้วสร้างขึ้นใหม่เป็นแบบไทย ให้ชื่อตามเดิม ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นเงิน ๖,๐๐๐ บาท เพื่อทรงอนุเคราะห์ในการพระราชทานเพลิงพระศพและศพต่อไป
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้กระทรวงวังสร้างอนุสรณีย์ที่กลางสนามหญ้าเยื้องหน้าพระอุโบสถ ๒ หลัง ประมาณราคาค่าก่อสร้าง ๑๔,๐๐๐ บาทเศษ หลังหนึ่งพระราชทานนามว่า จาตุรนตอนุสารีโปรดให้เชิญพระพุทธรูปหล่อปางห้ามสมุทรมาประดิษฐานไว้ด้วยพระพุทธรูปนั้นทรงพระกรุณาให้หล่อเป็นพระฉลองพระองค์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงศ์ มีคำจารึกในแผ่นศิลา ปิดไว้ที่ผนังภายใน เป็นคำประกาศพระบรมราชูทิศดังนี้ สพฺเพ มจฺจุวสํ ยนฺฺติ จกฺฺกวตฺติปิ ยถา คโต อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ ปมาโท ครหิโต สทา อนุสรณีย์นี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก มหันตเดชนดิลกรามาธิบดีทรงสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ พระราชทานนามว่า จาตุรนตอนุสารี ทรงพระราชอุทิศพระราชทานเป็นที่บรรจุพระสรีรางคารสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนตรัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์และราชสกุลวงศ์จักรพงธุ์ อีกหลังหนึ่งหันหน้าตรงกับจาตุรนตอนุสารี พระราชทานนามว่า ภาณุรังษีอนุสรณ์ และโปรดให้เชิญพระพุทธรูปหล่อปางห้ามสมุทรมาประดิษฐานไว้ด้วยเหมือนกัน พระพุทธรูปนั้นทรงพระกรุณาให้หล่อเป็นพระฉลองพระองค์สมเด็จพระราชปิตุลายรมพงศาภิมุข มีจารึกในแผ่นศิลาปิดไว้ที่ผนังภายใน เป็นคำประกาศพระบรมราชูทิศดังนี้ มจฺจุปรายนา สพฺเพ ภาณุ อฏฺฐงฺคโต ยถา อปฺปมาทรตา โหถ ขโณ มา โว อุปจฺจคา. อนุสรณีย์นี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก มหันตเดชนดิลกรามาธิบดี ทรงสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ พระราชทานนามว่า ภาณุรังษีอนุสรณ์ ทรงพระราชอุทิศพระราชทานเป็นที่บรรจุพระสรีรางคารสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช และราชสกุลวงศ์ภาณุพันธุ์ เนื่องด้วยการที่โปรดให้สร้างอนุสสรณีย์ทั้งสองหลังนี้ จึงตัดกำแพงแก้วเป็นประตูข้างฐานต้นอชปาลนิโครธเพิ่มขึ้นอีก ๒ ประตู มีบานรั้วเหล็กไว้ปิดเปิดพร้อมเสร็จ และทำถนนเชื่อมถึงกันตลอด ในบริเวณหน้าวัด เมื่อการสร้างตึกแม้นนฤมิตรและตึกวิทยาศาสตร์จวนเสร็จ รัฐบาลออกเงินสมทบทุนสร้างอีกเกือบ ๒๐,๐๐๐ บาท เป็นอันเสร็จเรียบร้อยดีในปีฉลู พ.ศ. ๒๔๔๔ ที่หลังตึกวิทยาศาสตร์สร้างเรือนให้ผู้รักษาโรงเรียนอยู่หลังหนึ่ง ด้วยเงินของรัฐบาล ประมาณราคา ๕๐๐ บาท ทำเสร็จในปีฉลูนั้น ถึงปีวอก พ.ศ.๒๔๕๑ สร้างศาลาสำหรับนักเรียนอาศัยกินอาหารที่หลังตึกแม้นนฤมิตรอีกหลังหนึ่ง ด้วยทุน ๔,๐๐๐ บาท ต่อมาในปีจอ พ.ศ. ๒๔๕๓ สร้างตึกที่ริมกำแพงรั้วแนวใต้ เป็นคู่ตรงข้ามกับตึกแม้นนฤมิตร ด้วยทุนบริจาคอันเป็นเงินมรดกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเยาวมาลย์นฤมล กรมขุนสวรรคโลกลักษณาวดี ๘๐,๐๐๐ บาท และของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารีอีกองค์ละ ๑๐,๐๐๐ บาท รวมเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท พระราชทานนามว่า ตึกเยาวมาลย์อุทิศ สร้างโรงพลศึกษาด้านเหนือการเปรียญอีกหลังหนึ่ง ด้วยทุนบริจาคของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย เป็นเงิน ๔,๒๘๐ บาท ทำเสร็จเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๔ ที่ข้างตึกเยาวมาลย์อุทิศสร้างตึกอีกหลังหนึ่ง เป็นคู่ตรงข้ามกับตึกวิทยาศาสตร์ซึ่งมีอยู่ในตอนเหนือนั้น ทำเสร็จเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ สิ้นเงิน ๒๖,๒๗๐ บาท ด้วยทุนบริจาคของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีรามเมศวร์ กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี ซึ่งทรงอุทิศพระกุศลถวายแด่พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาถ ปิยมหาราชบพิตรประดิวรัดา ต่อมามุขด้านหลังตึกเยาวมาลย์อุทิศทรุด กระทรวงธรรมการให้ช่างซ่อม ราคา ๖,๔๙๐ บาท และให้ซ่อมท่อน้ำรอบสนามหญ้า ราคา ๑,๔๐๐ บาท ในยุคที่ ๕ นี้ เมื่อจะดูมูลค่าในการก่อสร้างและซ่อมแซมวัตถุสถาน ในการบำรุงรักษาพระอาราม เพียงที่มีจำนวนปรากฏ ก็เป็นเงินถึง ๔ แสน ๗ หมื่น ๗ ร้อย ๙๑.๑๐ บาท ส่วนที่ไม่ปรากฏจำนวนนั้นมีอีกมาก เช่นของหลวงและของบุคคลที่สร้างเสร็จแล้ว จึงมอบถวายแก่วัด และตึกแถว ๑๐๐ ห้อง ราคา ๓๑๕,๒๐๗ บาท กับทั้งเรือนเช่าที่วัดให้ปลูกสร้างไว้อีก ๑๕ ห้อง ราคา ๓๕,๒๕๐ บาท รวมกับค่าตึกแถว เป็นเงิน ๓๕๐,๔๕๗ บาท เมื่อรวมทุกจำนวนจึงเป็นราคา ๘๒๕,๐๑๓ บาทเศษ ๑๐ สตางค์ อนึ่ง เงินที่เป็นทุนนอนของวัด เมื่อต้นยุคนี้มีเพียง ๘๐๐ บาทเท่านั้น ยังไม่มีที่ดินเลย ครั้นต่อมาได้รับพระราชานุเคราะห์ และความอนุเคราะห์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ คฤหบดี และทายกทายิกา ซึ่งมีจิตศรัทธาประสาทะบริจาคเกื้อกูล เป็นการเพิ่มพูนทวียิ่งขึ้นโดยลำดับมาจนบัดนี้ ถ้าจะรวมทรัพย์สินทั้งที่เป็นสังหาริมะและอสังหาริมะโดยประมาณ ก็มีจำนวนมูลค่าเกือบล้านบาท ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ความสามารถในการปกครองพระอารามได้ประการหนึ่งว่า ท่านเจ้าอาวาสบากบั่นผดุงการในพระอารามให้เจริญรุ่งเรืองสืบมาอย่างไร ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๗๖ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งดำรงตำแหน่งพระประธานมหาเถรสมาคม อาพาธจนไม่สามารถดำเนินการได้ จึงลาออกจากตำแหน่งนั้นเพื่อบรรเทาภารธุระมิให้โรคกำเริบ พระมหาเถระบรรดาที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ได้ประชุมปรึกษาลงมติเป็นเอกฉันท์ ยกย่องท่านเจ้าอาวาสวัดนี้เป็นประธานมหาเถรสมาคม บัญชาการคณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรสยาม ตั้งแต่วันที่ ๖ เดือนนั้นเป็นต้นมา เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘ กรรมการมหาเถรสมาคมมีอาทิ คือ สมเด็จพระวันรัตน์ วัดสุทัศนเทพวราราม สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดพระเชตุพน พระศาสนโศภน วัดมกุฏกษัตริยาราม พระพรหมมุนี วัดบรมนิวาส พระธรรมวโรดม วัดราชาธิวาส พระพิมลธรรม วัดมหาธาตุ และพระราชาคณะเจ้าคณะมณฑลบางองค์ ได้มาประชุมในพระอุโบสถวัดนี้ มีท่านเจ้าอาวาสเป็นประธานสังฆสันนิบาต เนื่องด้วยพิธีการมอบถวายหนังสือเทศนาสอนประชาชน ของพระพุทธธรรมสมาคมจำนวน ๑๔๐ คัมภีร์ คัมภีร์ละ ๕๒ กัณฑ์ ในโอกาสนี้ พุทธธรรมสมาคมได้เชิญข้าหลวงประจำจังหวัดทั่วราชอาณาจักรสยาม ซึ่งเสร็จจากการประชุมข้าหลวงประจำแล้วนั้น มาประชุมในพิธีนี้ เพื่อรับมอบหนังสือเทศนาจากคณะสงฆ์ นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีและหลวงประดิษฐมนูธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็มาในงานนี้ด้วย เมื่อพระราชธรรมนิเทศ นายกของพุทธธรรมสมาคมกล่าวคำมอบถวายหนังสือเทศนาแด่คณะสงฆ์เสร็จแล้ว กระทรวงมหาดไทยได้เสนอข้าหลวงประจำจังหวัดทุกท่านแด่ที่ประชุมสงฆ์ ต่อจากนั้นท่านเจ้าอาวาส ในฐานะที่เป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ได้กล่าวสัมโมทนียกถาพรรณนาคุณประโยชน์อันเป็นสาระสำคัญของหนังสือเทศนาสอนประชาชนตามสมควรแล้ว มอบหนังสือนั้นให้แก่ข้าหลวงประจำจังหวัดพระนคร และธนบุรี เป็นปฐมฤกษ์ ในที่สุดเมื่อผู้ที่มาประชุมในพิธีนี้จะอำลาคณะสงฆ์กลับไป คณะสงฆ์จึงสวดชัยมงคลคาถา อำนวยสิริสวัสดิพิพัฒนมงคล เพื่อความเจริญในทางโลกทางธรรมแก่ทุกท่าน ตามลัทธินิยม พิธีนี้นับว่าเป็นการสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ที่ฝ่ายข้าหลวงประจำจังหวัดทั่วราชอาณาจักรสยามซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้นำ ได้มีโอกาสมาแสดงสัมมาคารวะแด่คณะสงฆ์พร้อมหน้า อันจะเป็นประโยชน์มากในการร่วมดำริบำรุงพระบวรพุทธศาสนาต่อไป และหนังสือเทศนาสอนประชาชน ซึ่งท่านเจ้าอาวาสได้เป็นธุระขวนขวายในการจัดหา ตลอดทั้งตรวจแก้ต้นฉบับ และชักชวนให้ผู้มีศรัทธาบริจาคทรัพย์สร้าง ก็จะแพร่หลายสำเร็จประโยชน์อย่างใหญ่หลวง เป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ให้ส่องแสงความเจริญสว่างรุ่งเรืองในดวงใจของประชุมชน ชักนำให้นิยมในสามัคคีธรรม ไม่เบียดเบียนทำร้ายกัน มุ่งแต่รักใคร่ช่วยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กันและกัน เว้นการควรเว้น ประพฤติการควรประพฤติ มุ่งทั้งประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวม ให้สำเร็จเป็นลำดับไป สำนักงานโฆษณาการ ได้ถ่ายภาพยนตร์เสียงในงานนี้ตลอด เพื่อรักษาภาพและเสียงไว้สำหรับทำการเผยแพร่ให้ผู้อยู่ต่างถิ่นได้เห็นภาพและฟังถ้อยคำ ซึ่งบุคคลสำคัญ ๆ ได้กล่าวในที่ประชุมเป็นการชักจูงให้พุทธศาสนิกชนเกิดความเลื่อมใสทวียิ่งขึ้นจะได้ช่วยกันทะนุบำรุงให้พระพุทธศาสนารุ่งโรจน์ และแผ่ไพศาลสำเร็จประโยชน์แม้แก่คนต่างแคว้นต่างประเทศสืบ ๆ ไป น่าสรรเสริญทุกท่านที่ได้บากบั่น เพื่อให้พระพุทธศาสนาอำนวยความสุขความเจริญแก่ประชาชน ดังว่าจนได้ลิ้มรสอาหารอันโอชาเอมโอฐแล้ว รำลึกถึงบรรดาญาติมิตรที่รักใคร่สนิทสนมโดยหวังจะให้มีส่วนได้บริโภคอาหารพิเศษนั้นบ้าง ด้วยจิตไม่ตรี เป็นการแสดงเมตตาปราณีอย่างไม่จำกัด ควรเป็นตัวอย่างของพระดำรัส ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสซึ่งทรงภาษิตไว้ว่า มหาปุริสภาวสฺฺส ลกฺขณํ กรุณาสโห อัธยาศัยที่ทนอยู่ไม่ได้เพราะความกรุณา เป็นลักษณะของมหาบุรุษ คือท่านผู้มีน้ำใจใหญ่ดังนี้ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ นามเดิมว่า เจริญ ในสกุลสุขบท เป็นบุตรอุบาสกทองสุข อุบาสิกาย่าง ตั้งบ้านอยู่สะพานแม่ย่าง ตำบลตลาดกลาง อำเภอบางปลาสร้อย จังหวัดชลบุรี เกิดในรัชกาลที่ ๕ วันที่ ๙ กรกฎาคม พุทธศาสนกาล ๒๔๑๕ ตรงกับวันอังคาร ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๘ อุตราษาฒ ปีวอก จุลศักราช ๑๒๓๔ เมื่ออายุได้ ๘ ขวบ ไปเป็นศิษย์พระชลโธปมคุณมุนี (ปุณฺณโก พุฒ) แต่ยังเป็นพระอธิการอยู่วัดเขาบางทราย จังหวัดชลบุรี พระชลโธปมคุณมุนีนั้น เป็นสัทธิวิหาริกข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อบวชครั้งแรกเป็นที่สมุห์ ฐานานุกรมของพระศรีวิสุทธิวงศ์ (พระยาศรีสุนทรโวหาร ฟักเมื่อยังเป็นพระ) เรียนรู้ภาษาอังกฤษพอประมาณ รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้า ฯ ให้เป็นที่ขุนสาครวิสัยในกรมมหาดเล็ก ครั้นออกจากราชการตอนปัจฉิมวัยจึงบวชอีกครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสจังหวัดชลบุรี ทรงทราบประวัติเดิมของพระอธิการพุฒ ทรงเห็นว่า ท่านอุตสาห์สั่งสอนศิษย์มาก จึงทรงตั้งเป็นพระครูชลโธปมคุณมุนี เจ้าคณะจังหวัดชลบุรีต่อมาโปรดให้เลื่อนเป็นพระชลโธปมคุณมุนี ที่พระราชาคณะ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เล่าเรียนอักขรสมัยในสำนักพระชลโธปมคุณมุนี จนอายุย่างเข้าปีที่ ๑๒ ไปบรรพชาที่ศาลาในสวนของย่า ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดนั้น ย่านิมนต์พระชลโธปมคุณมุนีไปให้บรรพชา ต่อเนื่องกับการอุปสมบทบุตรคนเล็กของย่า ครั้นแล้วกลับมาเล่าเรียนที่วัดเขาบางทรายสืบมาอีก เมื่ออายุ ๑๔ ปี อาจเรียนวิชาชั้นสูงเพิ่มขึ้นได้ จึงเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ในสำนักพระครูวินัยธรฉาย ฐานานุกรมของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร วัดราชบพิธ ในพระนคร ต่อมาไปเล่าเรียนในสำนักพระยาธรรมปรีชา (บุญ) อีก จนอายุครบ ๒๐ กลับออกไปอุปสมบทที่วัดเขาบางทราย จังหวัดชลบุรี ในวันศุกร์ ที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๓๕ มีนิยมนามตามภาษามคธว่า ญาณวโร พระชลโธปมคุณมุนีเป็นพระอุปัชฌายะ พระครูวินัยธรฉายเป็นพระอุปสัมปทาจารย์ กลับเข้ามาจังหวัดพระนคร อยู่วัดกันมาตุยารามเพื่อความสะดวกในการศึกษาเพราะใกล้ที่อยู่ของพระยาธรรมปรีชาผู้เป็นอาจารย์สอนพระปริยัติธรรมเรียนอยู่ ๔ ปีเศษ ต่อมาไปเรียนในสำนักพระศาสนโศภน (อหึสโก อ่อน) แต่ยังดำรงสมณศักดิ์ที่พระเทพกวี อยู่วัดพิชยาญาติการาม เรียนอยู่ ๓ เดือนเศษ ถึงปีมะแม พ.ศ. ๒๔๓๘ เข้าสอบพระปริยัติธรรมในมหามกุฎราชวิทยาลัยได้โดยลำดับ จนถึงชั้นเปรียญตรี เทียบ ๔ ประโยค ปีวอก พ.ศ.๒๔๓๙ มาอยู่วัดเทพศิรินทราวาส เล่าเรียนพระวินัยปิฏกในสำนักสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อยังเสด็จดำรงพระยศเป็นกรมหมื่น ฯ ในปีนั้นเข้าสอบพระปริยัติธรรมในมหามกุฏราชวิทยาลัยได้โดยลำดับจนถึงชั้นเปรียญเอกเทียบ๗ ประโยคได้รับรางวัลที่ ๑ ทุก ๆ ประโยค ตั้งแต่ชั้นต้นจนถึงชั้นสุด และได้รับตำแหน่งเป็นครูเอกโรงเรียนภาษาบาลีวัดเทพศิรินทร์สืบมา ถึงปีจอ พ.ศ. ๒๔๔๑ มีพรรษา ๗ อายุเข้า ๒๘ ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะ ที่พระอมราภิรักขิต โปรดให้เป็นผู้อำนวยการศึกษาในมณฑลปราจีนบุรี และในปีเดียวกันนั้น วันที่ ๒๒ มกราคม สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ ทรงตั้งให้เป็นผู้กำกับวัดสัมพันธวงศ์อีกตำแหน่งหนึ่ง ถึงวันที่ ๒๕ ในเดือนนั้นเอง ทรงพระกรุณาโปรดตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ ท่านเป็นผู้เอาใจใส่คิดการรอบคอบ พยายามประกอบกิจการนั้น ๆ ด้วยวิริยภาพอันแรงกล้า ที่โปรดให้เป็นผู้อำนวยการศึกษามณฑล ก็ทำให้บังเกิดผลเป็นที่ต้องพระราชประสงค์เป็นอันมาก จะเห็นได้จากความในพระราชหัตถเลขาฉบับหนึ่ง ซึ่งทรงยกย่องชมเชยด้วยความเชื่อมั่นในพระราชหฤทัย ดังมีปรากฏในตำนานวัดเทพศิรินทร์ตอนกล่าวถึงยุคที่ ๕ นั้นแล้ว ครั้นถึงวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๔๒ มีพระบรมราชโองการทรงตั้งให้เป็นกรรมการในมหามกุฏราชวิทยาลัย มีสำเนาทรงตั้งดังนี้ สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้ากรุงสยาม ผู้ปกครองอุปถัมภ์มหามกุฏราชวิทยาลัย โดยพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพระบรมพุทธศาสนา และความหวังพระราชหฤทัยต่อการเชิดชูเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งให้พระอมราภิรักขิต เป็นกรรมการในมหามกุฏราชวิทยาลัย ขอพระคุณจงมีอัธยาศัยประกอบไปด้วยความกรุณา มีวิริยะอันแรงกล้าในการที่จะบำรุงวิทยาลัยให้เจริญ จำแนกพระปริยัติธรรม สรรพวิทยาศาสโนวาทให้แพร่หลายไพบูลย์ยิ่งขึ้น ด้วยความกตัญญรู้พระคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระเดชพระคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอให้พระคุณมีความผาสุกสิริสวัสดิ์ เจริญในพระบรมพุทธศาสนาสืบไปสิ้นกาลนาน เทอญ พระราชทานแต่ ณ วันที่ ๒๐ กันยายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๘ เป็นปีที่ ๓๒ หรือวันที่๑๑,๒๗๑ ในรัชกาลปัจจุบันนี้ ต่อมาปีขาล พ.ศ. ๒๔๔๕ ทรงเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ ที่พระราชมุนี มีสำเนาดังนี้ ให้เลื่อนพระอมราภิรักขิตเป็นพระราชมุนี ตรีปิฏกาลังการ ตำแหน่งพระราชาคณะผู้ใหญ่ ในคณะธรรมยุตติกา สถิต ณ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร พระอารามหลวง มีนิตยภัตราคาเดือนละ ๔ ตำลึง ๑ บาท มีฐานานุศักดิ์ควรตั้งฐานานุกรมได้ ๓ รูป คือ พระครูปลัด ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑ รวม ๓ รูป ครั้นถึงวันที่ ๑๙ กรกฎาคมในปีนั้น โปรดให้เป็นเจ้าคณะมณฑล มีสำเนาทรงตั้งดังนี้ สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้ากรุงสยาม ผู้เป็นพระบรมพุทธศาสนูปถัมภก มีพระราชประสงค์จะทรงทำนุบำรุงสังฆมณฑลให้เจริญยิ่งขึ้น เป็นการสืบพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองถาวรสืบไป มีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้สถาปนาพระราชมุนี ตรีปิฏกาลังการ สถิต ณ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร เป็นเจ้าคณะมณฑลปราจีนบุรี ขอพระคุณจงมีอัธยาศัยประกอบไปด้วยวิริยะอันแรงกล้าในการที่จะจัดการคณะสงฆ์ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ และให้พระปริยัติธรรมสรรพวิทยาศาสโนวาทแพร่หลายไพบูลย์ยิ่งขึ้น ขอให้พระคุณมีความผาสุกสิริสวัสดิ์ เจริญในพระพุทธศาสนาสืบไปสิ้นกาลนาน เทอญ พระราชทานตำแหน่งนี้แต่วันที่ ๑๙ กรกฎาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ เป็นปีที่ ๓๕ หรือวันที่ ๑๒,๓๐๓ ในรัชกาลปัจจุบันนี้ ท่านปฏิบัติการสนองพระเดชพระคุณได้ ๓ ปี ประจวบกับโรคเบียดเบียน ทำให้ทุพพลภาพ ไม่สามารถจะดำรงตำแหน่งนั้นต่อไป จึงลาออก เพื่อผ่อนพักรักษาร่างกายตามควร ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๔๙ โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระเทพกวี มีสำเนาดังนี้ ให้เลื่อนพระราชมุนีเป็นพระเทพกวีศรีวิสุทธินายก ตรีปิฏกปรีชา มหาคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร พระอารามหลวง มีนิตยภัต ราคาเดือนละ ๖ ตำลึงกึ่ง มีฐานานุกรมควรตั้งฐานานุกรมได้ ๔ รูป คือ พระครูปลัด ๑ พระครูสังฆวิชัย ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑ รวมเป็น ๔ รูป ต่อมาปีมะแม พ.ศ. ๒๔๕๐ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงตั้งให้เป็นพระอุปัชฌายะในวัดเทพศิรินทร์และในมณฑลปราจีนบุรี แผนกธรรมยุตติกนิกายทั้งหมดและวัดเสนหา นครปฐม กับวัดสัมปทวน จังหวัดนครปฐม ในรัชกาลที่ ๖ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๓ โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์ มีสำเนาประกาศดังนี้ อนึ่ง ทรงพระราชดำริว่า พระราชาคณะที่ดำรงคุณธรรม ปรีชาสามารถสมควรจะเลื่อนอิสริยยศ และพระสงฆ์ซึ่งสมควรจะเป็นพระราชาคณะมีอีกหลายรูป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้พระเทพกวีเป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์ปรีชาญาณดิลก ตรีปิฏกคุณาลงกรณ์ ยติคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร พระอารามหลวง มีนิตยภัตราคาเดือนละ ๒๘ บาท มีฐานานุศักดิ์ควรตั้งฐานานุกรมได้ ๖ รูป คือพระครูปลัด มีนิตยภัตเดือนละ ๔ บาท ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูวินัยธรรม ๑ พระครูสังฆพินิจ ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฏีกา ๑ รวม ๖ รูป ถึงปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๖๐ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงตั้งให้เป็นแม่กองสอบวิชานักธรรมชั้นตรีในมณฑลปราจีนบุรี เป็นกรรมการในสนามหลวงสอบความรู้พระปริยัติธรรม เป็นกรรมการในมหาเถรสมาคมโดยลำดับ ในปีวอก พ.ศ.๒๔๖๓ เป็นแม่กองสนามสาขาแห่งสนามหลวง และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงตั้งให้เป็นแม่กองสอบนักธรรมสนามมณฑลจันทบุรีด้วยในปีนั้น ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๔ โปรดให้สถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นที่ พระสาสนโสภณ เจ้าคณะรองคณะธรรมยุตติกนิกาย จารึกนามในหิรัญบัฏ มีสำเนาประกาศดังนี้ อนึ่ง ทรงพระราชดำริว่า พระธรรมไตรโลกาจารย์ เป็นผู้มีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎกสุตาคม ได้สอบไล่ได้ถึงชั้นเปรียญเอกในมหามกุฏราชวิทยาลัย เทียบชั้นเปรียญเอก ๗ ประโยค มีความอุตสาหะวิริยภาพ รับภาระเป็นอาจารย์สอนพระปริยัติธรรมแก่ภิกษุสามเณรในวัดเทพศิรินทราวาสมาแต่ในรัชกาลที่ ๕ ภายหลังโปรดให้เป็นเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสเป็นผู้มั่นคงในสมณปฏิบัติ มีศีลาจารวัตรเป็นที่น่าเลื่อมใส มีความรอบรู้ในอรรถธรรม ชำนาญเชิงเทศนาโวหารอรรถาธิบาย เป็นที่นิยมนับถือแห่งศาสนิกบริษัททั้งคฤหัสถ์บรรพชิตเป็นอันมากและเป็นผู้ที่ได้กระทำคุณประโยชน์ในทางทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและการศึกษาให้เจริญมาเป็นอันมาก มีอาทิ คือได้เป็นกรรมการแห่งมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นเจ้าคณะมณฑลปราจีนบุรีและเป็นพระอุปัชฌายะให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรในวัดเทพศิรินทราวาส และในมณฑลปราจีนบุรีฝ่ายธรรมยุตติกนิกายทั่วไป ทั้งได้เป็นแม่กองสอบวิชานักธรรมชั้นตรีในสนามมณฑลปราจีนบุรี และเป็นกรรมการในมหาเถรสมาคม เป็นกรรมการสอบความรู้พระปริยัติธรรมในสนามหลวง และเป็นแม่กองสนามสาขาแห่งสนามหลวงเป็นต้นพระธรรมไตรโลกาจารย์มีความอุตสาหะปฏิบัติการในตำแหน่งต่าง ๆ โดยเรียบร้อยสม่ำเสมอ อีกประการหนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวิราวุธทรงผนวช ได้ทรงวิสาสะคุ้นเคยกับพระธรรมไตรโลกาจารย์ และมีเสด็จประพาสในมณฑลปราจีนบุรีระหว่างที่ทรงผนวชนั้น พระธรรมไตรโลกาจารย์ก็ได้ตามเสด็จพระราชดำเนินในกระบวนด้วยตลอดทาง ได้ทรงมีโอกาสทรงทราบคุณสมบัติของพระธรรมไตรโลกาจารย์โดยตระหนักแน่ สมควรจะเพิ่มสมณศักดิ์ให้ดำรงตำแหน่งอันสูงได้ จึงมีพระบรมโองการดำรัสสั่งให้สถาปนาเลื่อนพระธรรมไตรโลกาจารย์ เป็นพระราชาคณะ มีพระราชทินนามตามจารึกในหิรัญบัฏว่า พระสาสนโสภณ วิมลญาณอดุลย์ ตรีปิฏกคุณประสาธนวิภูสิต ธรรมยุตติกคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี สังฆนายก สถิต ณ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร พระอารามหลวง เจ้าคณะรองธรรมยุตติกนิกาย มีฐานานุศักดิ์ควรตั้งฐานานุกรมได้ ๘ รูป คือ พระครูปลัดอรรถจริยานุกิจ พิพิธธรรมโกศล วิมลสุตาคม อุดมคณานุนายก ตรีปิฎกญาณวิจิตร ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูธรรมธร ๑ พระครูพิสิษสรเวท ๑ พระครูพิเศษสรวุฒิ ๑ พระครูสังฆวุฒิกร ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฏีกา ๑ รวม ๘ รูป ถึงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๗ ทรงตั้งให้เป็นเจ้าคณะมณฑลปราจีนบุรีและมณฑลจันทบุรี ต่อมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ ทรงตั้งให้เป็นกรรมการในราชบัณฑิตยสภา พ.ศ.๒๔๗๑ ทรงตั้งให้เป็นกรรมการที่ปรึกษาในการทำนุบำรุงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ถึงเดือนพฤศจิกายนในศกนั้นเอง โปรดให้สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ดำรงฐานันดรมหาสังฆนายกเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ จารึกนามในสุพรรณบัฏ มีข้อความประกาศสถาปนา ตามใบกำกับสุพรรณบัฏดังนี้ ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนายุกาลเป็นอดีตภาคล่วงแล้ว ๒๔๗๑ พรรษา ปัจจุบันสมัย สูรคตินิยม นาคสมพัตสร พฤศจิกายนมาส อัษฐสุรทิน มงคลวาร โดยกาลบริเฉท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก มหันตเดชนดิลกรามาธิบดี เทพปรียมหาราชรวิวงศ์ อสัมภินงพศ์พีรกษัตริย บุรุษรัตนราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาตสํสุทธเคราหณี จักรีบรมนาถ จุฬาลงกรณราชวรางกูร มหามกุฏวงศ์วีรสูรชิษฐ ราชธรรมทศพิธอุตกฤษฎนิบุณ อดุลยกฤษฎาภินิหาร บูรพาธิการสุสาธิต ธันยลักษณวิจิตรเสาวภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคมานต สนธิมตสมันตสมาคมบรมราชสมภาร ทิพยเทพาวตาร ไพศาลเกียรติคุณ อดุลยศักดิเดช สรรพเทเวศปริยานุรักษ์ มงคลลัคนเมาหวัย สุโขทัยธรรมราชา อภิเนาวศิลปศึกษาเดชนาวุธ วิชัยยุทธศาสตรโกศล วิมลมรรยพินิต สุจริตสมาจาร ภัทรภิชญาณ ประดิภานสุนทร ประวรศาสโนปสดมภก มูลมุขมาตยวรนายกมหาเสนานี สราขนาวีพยูหโยธโพยมจร บรมเชษฐโสทรสมมต เอกราชชยยศสธิคม บรมราชสมบัติ นพปฏลเศวตฉัตราดิฉัตร ศรีรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิษิกต์ สรรพทศทิควิชิตเดโชชัย สกลมไหศวรรยมหาสวามินทร มเหศวรหินทรมหาราชาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชันยาศัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ วิศิษฏศักดิอัครนเรศวราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปไมยบุณยการ สกลไพศาลมหารัษฎราธิบดินทร์ ปรมินทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า พระสาสนโสภณ ดำรงในรัตตัญญูมหัตตาธิคุณ มีปรีชาญาณแตกฉานในมคธปริวรรตและอรรถธรรมวินัยด้วยดี ตั้งอยู่ในสพรหมจารีวิหารโดยสมณากัปปมรรยาท มั่นคงดำรงจาตุปาริสุทธศีลสมบัติไม่ท้อถอย เป็นที่บังเกิดประสาทะควรแก่พุทธมามกชนทุกชั้น มีอาตมหิตและปรหิตกรณคุณตามความในประกาศสถาปนาเป็นเจ้าคณะรอง ฝ่ายธรรมยุตติกนิกาย เมื่อพระพุทธศาสนายุกาล 2464 พรรษานั้นแล้ว ต่อมาพระสาสนโสภณ ยิ่งเจริญด้วยอุตสาหะวิริยภาพไม่ย่อหย่อนในการประกอบศาสนกิจให้รุ่งเรืองสมกับเป็นธรรมทายาท อนึ่งพระธรรมเทศนามงคลวิเศษกถาเป็นเทศนาพิเศษอย่างหนึ่ง ซึ่งพระมหาเถรเจ้าผู้ถวาย ย่อมทรงคุณวุฒิอันมโหฬาร เป็นอุดมคุรุสถานียบุคคลของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้พระสาสนโสภณ ถวายสืบมาจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระสาสนโสภณได้ฉลองพระเดชพระคุณมาจนรัชกาลปัจจุบัน ด้วยความเอาใจใส่สอดส่องทั้งพระบรมพุทโธวาทและรัฏฐาภิปาลโนบายเป็นอย่างดี และเป็นผู้กระทำคุณประโยชน์ในทางบำรุงพระพุทธศาสนา และการศึกษาพระธรรมวินัยให้เจริญมาเป็นอันมาก มีอาทิ คือเป็นผู้อำนวยการสอบความรู้พระปริยัติธรรมทุกประโยคในสยามรัฐ เป็นเจ้าคณะมณฑลปราจีนบุรีและมณฑลจันทบุรี เป็นผู้ชำระพิมพ์พระบาลีไตรปิฎกอันควรแก้ไขพิมพ์ขึ้นใหม่ และเป็นธุระในการพิมพ์พระคัมภีร์อรรถกถา ชำระต้นฉบับให้ถูกต้องเป็นเบื้องต้น จนถึงตรวจใบพิมพ์เป็นที่สุด และยังพยายามสั่งสอนบรรพชิตคฤหัสถ์สัทธิวิหาริกอันเตวาสิก ตลอดประชาพุทธมามกชนทุกหมู่เหล่า ให้ตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติเป็นสาธุชนสัตบุรุษต้องตามพระบรมพุทโธวาท เพราะความเป็นผู้ช่างขวนขวายสำเหนียกความรู้ให้เทียมทันสมคราวสมัย แสวงหาวิธีที่จะปลูกศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาให้เจริญงอกงามไพบูลย์ภิยโยภาพแก่ชนนิกร อุตสาห์แสดงธรรมสั่งสอนเป็นเนืองนิตย์ มีวิจารณ์ในฉันทจริต อาศยานุสัยแห่งสรรพเวไนย จัดการให้ธรรมสวนมัยประโยชน์สำเร็จด้วยดีโดยนิยมแห่งกาลเทศะด้วยปรีชาฉลาดในเทศนาลีลาศวิธี ดังที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้ เป็นที่ทรงนับถือเป็นอันมาก อนึ่ง นอกจากกิจพระพุทธศาสนาโดยตรง พระสาสนโสภณยังเอาใจใส่ในการศึกษาสยามอักษรศาสตร์แห่งกุลบุตรเป็นอย่างดี ได้รับตำแหน่งเป็นกรรมการในราชบัณฑิตยสภา และสำหรับการบริหารพระอาราม ได้ทรงตั้งให้เป็นกรรมการที่ปรึกษาในการทำนุบำรุงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม บัดนี้พระสาสนโสภณก็เจริญด้วยพรรษายุกาลสถาวีธรรม อันให้อุปสัมปาเทตัพพาทิกิจทวียิ่งขึ้นตามทางพระวินยานุญาต เป็นหลักอยู่รูปหนึ่งในธรรมยุตติกสังฆมณฑล มีพุทธสมัยวิมลญาณปรีชาและศีลาจารวัตรมั่นคงในธรรมปฏิบัติ เป็นที่นิยมนับถือแห่งพุทธปาสิตบริษัททั่วพุทธเกษตร์สากลมีนิสิตานุยนต์แพร่หลายทั้งในสกรัฐและวิเทศรัฐพุทธศาสนิกบัณฑิต สมควรจะเป็นอุตดรมหาคณิสสราจารย์ที่สมเด็จพระราชาคณะผู้ใหญ่สังฆนายก มีอิสริยยศยิ่งกว่าสมณนิกรคามวาสี อรัญวาสีฝ่ายเหนือทั้งปวง เพื่อเป็นศรีแห่งพระบวรพุทธศาสนาสืบไป จึงมีพระบรมราชโองการมานพระบันทูรสุรสิงหนาท ดำรัสสั่งให้สถาปนาพระสาสนโสภณเป็นสมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามจารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณอดุล สุนทรนายก ตรีปิฎกวิทยาคุณ วิบุลคัมภีร์ญาณสุนทร มหาอุตดรคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัณยวาสี สถิต ณ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร พระอารามหลวง เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๑๐ รูป คือ พระครูปลัดสัมพิพัฑฒนสีลาจาร ญาณวิมล สกลคณิสสร อุตดรสังฆนายก ปิฏกธรรมรักขิต ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูธรรมธร ๑ พระครูเมธังกร พระครูคู่สวด ๑ พระครูวรวงศ์ ๑ พระครูคู่สวด ๑ พระครูธรรมราต ๑ พระครูธรรมรูจี ๑ พระครูสังฆวิจารณ์ ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑ ครั้นถึงวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๖ พระมหาเถระบรรดาที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมได้ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ ยกย่องท่านขึ้นเป็นประธานมหาเถรสมาคม บัญชาการคณะสงฆ์แทนพระองค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้าสืบมาจนบัดนี้
๑.พระอมราภิรักขิต พระอมราภิรักขิต นามเดิม อยู่ ในสกุลอุดมศิลป์ เป็นบุตรนายด้วง นายพร้อม ตั้งบ้านอยู่ตำบลตรอกข้าวหลาม อำเภอหัวลำโพง จังหวัดพระนคร เกิดเมื่อปีมะเส็ง วันจันทร์ที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๒๔ เวลา ๒๑ นาฬิกาเศษ ๘ นาที เมื่อยังเยาว์ มารดาบิดาได้จัดการให้ศึกษาอักขรสมัยเบื้องต้นที่บ้านก่อน ต่อมาจึงนำฝากให้เรียนเพิ่มเติมในสำนักวัดเทพศิรินทร์อีก ถึงปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๓๕ อายุได้ ๑๒ ขวบ บรรพชาเป็นสามเณรในสำนักนั้น พระธรรมไตรโลกาจารย์ (เดช) เมื่อยังเป็นพระเทพกวี เป็นพระอุปัชฌายะ ครั้นบวชแล้วคงอยู่ศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักนั้น จนจบชั้นเปรียญโท ถึงปีกุน พ.ศ.๒๔๔๒ สอบได้เปรียญเอก เทียบ ๗ ประโยค มหามกุฏราชวิทยาลัยตั้งให้เป็นครูเอกโรงเรียนภาษาบาลีวัดเทพศิรินทร์ในศกนั้นด้วย ลุปีขาล พ.ศ.๒๔๔๕ มีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ อุปสมบท ณ วันที่ ๘ กรกฎาคม มีนิยมนามตามภาษามคธว่า เขมจาโร สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครั้งนั้นยังเสด็จดำรงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่น ฯเป็นพระอุปัชฌายะ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ญาณวโร เจริญ) ยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชมุนี เป็นพระอุปสัมปทาจารย์ อุปสมบทแล้วคงอยู่ในพระอารามนั้น ไปศึกษาเล่าเรียนในสำนักสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส เข้าแปลพระปริยัติธรรม ณ สนามวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้ประโยค ๘ ในปีนั้น รุ่งขึ้น พ.ศ.๒๔๔๖ แปลได้ประโยค ๙ ถึง พ.ศ. ๒๔๕๒ ทรงตั้งเป็นพระอมราภิรักขิต ที่พระราชาคณะผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ในฝ่ายเทศนาก็ทรงตั้งให้เป็นคณาจารย์เอก และสมเด็จพระมหาสมณเจ้าโปรดให้เป็นกรรมการสนามหลวง และกรรมการในมหาเถรสมาคมด้วยองค์หนึ่ง ต่อมาขอพระบรมราชานุญาตลาสิกขา ณ วันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๙ บัดนี้รับราชการอยู่ในกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าแผนกอนุศาสนาจารย์ทหารบก ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นอำมาตย์ตรี พระธรรมนิเทศทวยหาญ ๒.พระญาณรักขิต พระญาณรักขิต นามเดิม สี เป็นบุตรนายนวม นางคูน ตั้งบ้านอยู่ตำบลบ้านแขม อำเภอปุพพูปลนิคม จังหวัดอุบลราชธานี เกิดปีมะโรง วันเสาร์ที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๓ เป็นสหชาติกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว อุปสมบทวันเสาร์ที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ เวลา ๗ นาฬิกา ที่วัดสุปัฏน์ในจังหวัดนั้น มีนิยมนามตามภาษามคธว่า นารโท พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) เมื่อยังเป็นที่พระญาณรักขิต เป็นพระอุปัชฌายะ พระพรหมมุนี (ติสฺโส อ้วน) เมื่อยังเป็นเปรียญ เป็นพระอุปสัมปทาจารย์ อุปสมบทแล้วคงอยู่เล่าเรียนในวัดนั้น ครั้นรุ่งขึ้น พ.ศ. ๒๔๔๔ ได้มาอยู่ศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดเทพศิรินทราวาส ถึงปีเถาะ พ.ศ. เข้าแปลพระปริยัติธรรมได้ ๓ ประโยค ใน พ.ศ. ๒๔๔๗ แปลได้ ๔ เพิ่มขึ้นอีกประโยคหนึ่ง ต่อมา พ.ศ. ๒๔๕๐ แปลได้ประโยค ๕ ปีจอ พ.ศ. ๒๔๕๓ มีพระบรมราชโองการทรงตั้งพระญาณรักขิต ที่พระราชาคณะ ด้วยพระราชประสงค์จะโปรดให้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดนิเวศธรรมประวัติ บางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ย้ายจากวัดเทพศิรินทราวาสแต่วันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๔ บัดนี้ได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ ที่พระราชมุนี ๓.พระอุดมศีลคุณ พระอุดมศีลคุณ นามเดิม อิน ในสกุลภูริทัพพ์ เป็นบุตรนายขุนทอง นางหุ่น ตั้งบ้านอยู่ตำบลบางระมาด อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี เกิดปีกุน วันอาทิตย์ที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๑๘ เวลา ๒๑ นาฬิกาเศษ เมื่อมีอายุสมควรได้รับการศึกษา มารดาบิดานำฝากให้เรียนอักขรสมัยอยู่ในสำนักพระวินัยรักขิต (กาฬนาโม นาม) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส ภายหลังเมื่อเล่าเรียนพอแก่ความประสงค์แล้ว ลาออกไปประกอบการอาชีพตามสมควร ต่อมาปีวอก พ.ศ. ๒๔๓๙ อุปสมบทที่วัดเทพศิรินทร์ มีนิยมนามตามภาษามคธว่า อคฺคิทตฺโต สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครั้งนั้นยังเสด็จดำรงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่น ฯ เป็นพระอุปัชฌายะ หม่อมเจ้าพระศรีสุคตยานุวัตรเป็นพระอุปสัมปทาจารย์ อุปสมบทแล้วคงอยู่ศึกษาพระธรรมวินัย ณ วัดนั้นสืบมา เป็นฐานานุกรมของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ ตั้งแต่ท่านยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระอมราภิรักขิตสืบมา จนท่านเลื่อนขึ้นชั้นเจ้าคณะรอง ที่พระสาสนโสภณ ก็ได้เป็นตำแหน่งพระครูปลัดอรรถจริยานุกิจ พิพิธธรรมโกศล และสมเด็จพระมหาสมณเจ้าโปรดให้เป็นกรรมการในสนามหลวงแผนกนักธรรมด้วยรูปหนึ่ง ถึงปีระกา พ.ศ. ๒๔๖๔ มีพระบรมราชโองการทรงตั้งเป็นพระอุดมศีลคุณ ที่พระราชาคณะผู้ช่วยเจ้าอาวาส ๔.พระราชกวี พระราชกวี นามเดิม จั่น ในสกุลสวาคฆพรรณ เป็นบุตรนายแพง นางกิ๋ม บ้านตำบลนหนองกะขะ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เกิดปีจอ วันพุธที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๒๙ เวลาเที่ยงคืนเศษ อายุ ๑๕ ปี ไปอยู่วัดเขาบางทราย อำเภอบางปลาสร้อย จังหวัดนั้น เล่าเรียนหนังสือไทยในโรงเรียนบรรพตพุทธายาคม ซึ่งเป็นศึกษาสถานในวัดนั้น สอบเลื่อนชั้นขึ้นจนถึงประถม ๔ อันมีเป็นชั้นสูงสุดในที่และคราวนั้น ครั้นสอบชั้นประถม ๔ ได้แล้ว ต่อมาไปอยู่มณฑลพิษณุโลกกับนายเอม กนิษฐานนท์ มหาดเล็กรายงานตรวจการมณฑล รวม ๓ ปีเศษ เมื่ออายุ ๒๓ ปี กลับไปอุปสมบทที่วัดเขาบางทราย ณ วันอาทิตย์ที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๑ เวลา ๑๑ นาฬิกาเศษ มีนิยมนามตามภาษามคธว่า วิจญฺจโล เป็นลัทธิวิหาริกที่ ๒๗ ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ เมื่อยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระเทพกวี เป็นพระอุปัชฌายะ พระเขมทัสสีชลธีสมานคุณยังเป็นพระครูชลธารมุนี เป็นพระอุปสัมปทาจารย์ พระวินัยธรรม (โสภีโต เภา) เป็นบรรพชาจารย์ อุปสมบทแล้วคงอยู่เล่าเรียนพระธรรมวินัยในวัดนั้นต่อมาเป็นครูใหญ่โรงเรียนบรรพตพุทธยาคม ๒ ปี ถึง พ.ศ. ๒๔๕๕ ย้ายมาอยู่ศึกษาพระปริยัติธรรมในวัดเทพศิรินทราวาสตั้งแต่วันที่ ๔ กรกฎาคม ใน พ.ศ. ๒๔๕๘ สอบไล่ได้เป็นเปรียญ ๓ ประโยค พ.ศ. ๒๔๖๑ สอบนักธรรมชั้นโทได้ พ.ศ.๒๔๖๒ สอบไล่ได้เป็นเปรียญ ๔ ประโยค และเป็นอุปนายกอำนวยการศึกษาในพระอารามนั้นด้วย พ.ศ. ๒๔๖๓ สอบไล่ได้เป็นเปรียญ ๕ ประโยค เป็นกรรมการสนามหลวงพักการสอนโรงเรียน พ.ศ.๒๔๖๔ สอบไล่ได้เป็นเปรียญ ๖ ประโยค และเข้ารับหน้าที่เป็นอุปนายกแผนกการศึกษาในพระอารามนั้นอีกเป็นครั้งที่ ๒ กับทั้งสอบนักธรรมชั้นเอกได้ในปลาย พ.ศ. นั้นด้วย พ.ศ.๒๔๗๐ ลาพักการสอนโรงเรียน รุ่งขึ้น พ.ศ.๒๔๗๑ มีพระบรมราชโองการทรงตั้งเป็นพระกิตติสารมุนี ที่พระราชาคณะ และได้รับพระราชทานพัดรัตนาภรณ์ชั้น ๕ ครั้นถึงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ในศกเดียวกันนั้น รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศึกษาในวัดเทพศิรินทร์ และรับตำแหน่งเป็นรองเจ้าคณะมณฑลปราจีนบุรี ต่อมาวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๗๓ ทรงตั้งเป็นผู้รั้งตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลปราจีนบุรี ต่อมาวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๖ ทรงเลื่อนสมณศักดิ์ของท่านขึ้นเป็นชั้นพระราชาคณะผู้ใหญ่ ที่พระราชกวี มีสำเนาดังนี้ ให้พระกิตติสารมุนีเป็นพระราชกวี นรสีหพจนปิลันธน์ คันถธุรบัณฑิตยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะตำแหน่งราช สถิต ณ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร พระอารามหลวง มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๔ รูป คือพระครูปลัด ๑ พระครูสังฆรักษ์ ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑ ท่านเอาใจใส่ในการปกครองคณะสงฆ์ตามหน้าที่ด้วยความบากบั่น ครั้นถึงวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๗ จึงมีพระบรมราชโองการทรงตั้งให้ท่านเป็นเจ้าคณะมณฑลสืบมา ๕.พระอมราภิรักขิต พระอมราภิรักขิต นามเดิม เล่ห์ ในสกุลชินประหัษฐ์ เป็นบุตรนายดัด นางกลิ่น ตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบลกบเจา อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกิดเมื่อปีฉลู วันจันทร์ที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๒ เมื่ออายุ ๙ ขวบ ไปเรียนหนังสือไทยและเลขกับนายดิส เปรียญ ๕ ประโยค ผู้เป็นน้า ที่วัดเสนาสน์ ซึ่งในเวลานั้นยังอุปสมบทอยู่ และเข้าเล่าเรียนในโรงเรียนของวัด สอบไล่ได้ชั้น ๒ ของมหามกุฏราชวิทยาลัย แล้วเข้าเรียนในโรงเรียนของกระทรวงธรรมการ เพียงชั้น ม. ๖ แต่ไม่ทันสอบ พออายุได้ ๑๗ ผู้ใหญ่ให้บรรพชาที่วัดเสนาสน์ พระพรหมเทพาจารย์(กล่ำ) เป็นอุปัชฌาย์เรียนภาษามคธกับนายดิส ป. และนายกลีบ ป. อยู่ ๒ พรรษา ถึงพรรษาที่ ๓ พระพรหมเทพาจารย์พามาฝากสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ ซึ่งในเวลานั้นดำรงสมณศักดิ์ที่พระเทพกวี ศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักพระธรรมนิเทศทวยหาญ (อยู่ อุดมศิลป์) ในเวลานั้นเป็นภิกษุเปรียญ ๙ ประโยค ศึกษาอยู่ ๒ พรรษา ในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๑ เข้าสอบในสนามหลวงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นเปรียญ ๓ ประโยค วันอาทิตย์ที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๒ ได้อุปสมบทที่พระอุโบสถวัดเทพศิรินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสเป็นพระอุปัชฌายะ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ญาณวโร เจริญ) กับพระพรหมเทพาจารย์ (เหมโก กล่ำ) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๓ สอบได้ประโยค ๔ วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๕ สอบได้ประโยค ๕ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ ไปจำพรรษาที่วัดเสนาสน์ ช่วยทำกิจพระศาสนาตามสามารถถึง ๗ พรรษา เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๔ กลับมาอยู่ที่วัดเทพศิรินทร์จนบัดนี้ ในระหว่างนี้ช่วยทำกิจพระศาสนา คือช่วยเทศนาวัดธรรมสวนะและวันอาทิตย์ เป็นครูธรรมและบาลีแห่งสำนักเรียนเคยเป็นผู้อำนวยการสำนักเรียน เป็นกรรมการสนามหลวงทั้งแผนกธรรมและบาลี เป็นกรรมการออกหนังสือธรรมจักษุ เป็นกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย และเป็นกรรมการคณะธรรมยุตติกนิกาย วันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๗ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ที่ พระอมราภิรักขิต นายเถา ศรีชลาลัย เปรียญ ๕ ประโยค สำนักเรียนวัดเทพศิรินทราวาส เป็นอันเตวาสิก ที่ ๓๑๘ ของท่านเจ้าอาวาส เป็นผู้เรียบเรียงตำนานนี้ ประวัดิ
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ นามเดิมว่า เจริญ ในสกุลสุขบท เป็นบุตรอุบาสกทองสุข อุบาสิกาย่าง ตั้งบ้านอยู่สะพานแม่ย่าง ตำบลตลาดกลาง อำเภอบางปลาสร้อย จังหวัดชลบุรี เกิดในรัชกาลที่ ๕ วันที่ ๙ กรกฏาคม พุทธศาสนกาล ๒๔๑๕ ตรงกับวันอังคาร ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๘ อุตราษาฒ ปีวอก จุลศักราช ๑๒๓๔ เมื่ออายุได้ ๘ ขวบ ไปเป็นศิษย์พระชลโธปมคุณมุนี (ปุณฺณโก พุฒ) แต่ยังเป็นพระอธิการอยู่วัดเขาบางทราย จังหวัดชลบุรี พระชลโธปมคุณมุนีนั้น เป็นสัทธิวิหาริกข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อบวชครั้งแรกเป็นที่สมุห์ ฐานานุกรมของพระศรีวิสุทธิวงศ์ (พระยาศรีสุนทรโวหาร ฟักเมื่อยังเป็นพระ) เรียนรู้ภาษาอังกฤษพอประมาณ รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้า ฯ ให้เป็นที่ขุนสาครวิสัยในกรมมหาดเล็ก ครั้นออกจากราชการตอนปัจฉิมวัยจึงบวชอีกครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสจังหวัดชลบุรี ทรงทราบประวัติเดิมของพระอธิการพุฒ ทรงเห็นว่า ท่านอุตสาห์สั่งสอนศิษย์มาก จึงทรงตั้งเป็นพระครูชลโธปมคุณมุนี เจ้าคณะจังหวัดชลบุรีต่อมาโปรดให้เลื่อนเป็นพระชลโธปมคุณมุนี ที่พระราชาคณะ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เล่าเรียนอักขรสมัยในสำนักพระชลโธปมคุณมุนี จนอายุย่างเข้าปีที่ ๑๒ ไปบรรพชาที่ศาลาในสวนของย่า ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดนั้น ย่านิมนต์พระชลโธปมคุณมุนีไปให้บรรพชา ต่อเนื่องกับการอุปสมบทบุตรคนเล็กของย่า ครั้นแล้วกลับมาเล่าเรียนที่วัดเขาบางทรายสืบมาอีก เมื่ออายุ ๑๔ ปี อาจเรียนวิชาชั้นสูงเพิ่มขึ้นได้ จึงเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ในสำนักพระครูวินัยธรฉาย ฐานานุกรมของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร วัดราชบพิธ ในพระนคร ต่อมาไปเล่าเรียนในสำนักพระยาธรรมปรีชา (บุญ) อีก จนอายุครบ ๒๐ กลับออกไปอุปสมบทที่วัดเขาบางทราย จังหวัดชลบุรี ในวันศุกร์ ที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๓๕ มีนิยมนามตามภาษามคธว่า ญาณวโร พระชลโธปมคุณมุนีเป็นพระอุปัชฌายะ พระครูวินัยธรฉายเป็นพระอุปสัมปทาจารย์ กลับเข้ามาจังหวัดพระนคร อยู่วัดกันมาตุยารามเพื่อความสะดวกในการศึกษาเพราะใกล้ที่อยู่ของพระยาธรรมปรีชาผู้เป็นอาจารย์สอนพระปริยัติธรรมเรียนอยู่ ๔ ปีเศษ ต่อมาไปเรียนในสำนักพระศาสนโศภน (อหึสโก อ่อน) แต่ยังดำรงสมณศักดิ์ที่พระเทพกวี อยู่วัดพิชยาญาติการาม เรียนอยู่ ๓ เดือนเศษ ถึงปีมะแม พ.ศ. ๒๔๓๘ เข้าสอบพระปริยัติธรรมในมหามกุฎราชวิทยาลัยได้โดยลำดับ จนถึงชั้นเปรียญตรี เทียบ ๔ ประโยค ปีวอก พ.ศ.๒๔๓๙ มาอยู่วัดเทพศิรินทราวาส เล่าเรียนพระวินัยปิฏกในสำนักสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อยังเสด็จดำรงพระยศเป็นกรมหมื่น ฯ ในปีนั้นเข้าสอบพระปริยัติธรรมในมหามกุฏราชวิทยาลัยได้โดยลำดับจนถึงชั้นเปรียญเอกเทียบ๗ ประโยคได้รับรางวัลที่ ๑ ทุก ๆ ประโยค ตั้งแต่ชั้นต้นจนถึงชั้นสุด และได้รับตำแหน่งเป็นครูเอกโรงเรียนภาษาบาลีวัดเทพศิรินทร์สืบมา ถึงปีจอ พ.ศ. ๒๔๔๑ มีพรรษา ๗ อายุเข้า ๒๘ ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะ ที่พระอมราภิรักขิต โปรดให้เป็นผู้อำนวยการศึกษาในมณฑลปราจีนบุรี และในปีเดียวกันนั้น วันที่ ๒๒ มกราคม สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ ทรงตั้งให้เป็นผู้กำกับวัดสัมพันธวงศ์อีกตำแหน่งหนึ่ง ถึงวันที่ ๒๕ ในเดือนนั้นเอง ทรงพระกรุณาโปรดตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ ท่านเป็นผู้เอาใจใส่คิดการรอบคอบ พยายามประกอบกิจการนั้น ๆ ด้วยวิริยภาพอันแรงกล้า ที่โปรดให้เป็นผู้อำนวยการศึกษามณฑล ก็ทำให้บังเกิดผลเป็นที่ต้องพระราชประสงค์เป็นอันมาก จะเห็นได้จากความในพระราชหัตถเลขาฉบับหนึ่ง ซึ่งทรงยกย่องชมเชยด้วยความเชื่อมั่นในพระราชหฤทัย ดังมีปรากฏในตำนานวัดเทพศิรินทร์ตอนกล่าวถึงยุคที่ ๕ มีดังนี้ ที่ ๒๔/๖๔๒ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท วันที่ ๑๑ กันยายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๘ กราบทูล กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส หม่อมฉันได้รับหนังสือฉบับหมายเลขที่ ๑๐๘ ลงวันที่ ๙ เดือนนี้ ส่งรายงาน พระอมราภิรักขิต ตรวจจัดการศึกษามณฑลปราจีนบุรีนั้น ได้ตรวจดูแล้ว เห็นว่าพระอมราภิรักขิตมีความสังเกตและความจดจำละเอียดนัก ทั้งได้เอาใจใส่ตริตรองในการที่จะทำมาก ควรจะสรรเสริญและดูเป็นผู้เข้าใจปรุโปร่งในเขตแขวงเหล่านั้นมาก เพราะเป็นชาติภูมิ สมควรแก่ที่จะจัดการศึกษาและการคณะในแถบนั้นให้เจริญได้ แต่จะเว้นเสียไม่แสดงความพอใจ อันเกิดขึ้นในใจแล้วอีกอย่างหนึ่งไม่ได้ คือดีใจว่า วัดเทพศิรินทร์ได้สมภารอันพึงหวังใจได้ดังนี้ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด (พระบรมนามาภิไธย) สยามินทร์
ครั้นถึงวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๔๒ มีพระบรมราชโองการทรงตั้งให้เป็นกรรมการในมหามกุฏราชวิทยาลัย มีสำเนาทรงตั้งดังนี้ สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้ากรุงสยาม ผู้ปกครองอุปถัมภ์มหามกุฏราชวิทยาลัย โดยพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพระบรมพุทธศาสนา และความหวังพระราชหฤทัยต่อการเชิดชูเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งให้พระอมราภิรักขิต เป็นกรรมการในมหามกุฏราชวิทยาลัย ขอพระคุณจงมีอัธยาศัยประกอบไปด้วยความกรุณา มีวิริยะอันแรงกล้าในการที่จะบำรุงวิทยาลัยให้เจริญ จำแนกพระปริยัติธรรม สรรพวิทยาศาสโนวาทให้แพร่หลายไพบูลย์ยิ่งขึ้น ด้วยความกตัญญรู้พระคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระเดชพระคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอให้พระคุณมีความผาสุกสิริสวัสดิ์ เจริญในพระบรมพุทธศาสนาสืบไปสิ้นกาลนาน เทอญ พระราชทานแต่ ณ วันที่ ๒๐ กันยายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๘ เป็นปีที่ ๓๒ หรือวันที่๑๑,๒๗๑ ในรัชกาลปัจจุบันนี้ ต่อมาปีขาล พ.ศ. ๒๔๔๕ ทรงเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ ที่พระราชมุนี มีสำเนาดังนี้ ให้เลื่อนพระอมราภิรักขิตเป็นพระราชมุนี ตรีปิฏกาลังการ ตำแหน่งพระราชาคณะผู้ใหญ่ ในคณะธรรมยุตติกา สถิต ณ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร พระอารามหลวง มีนิตยภัตราคาเดือนละ ๔ ตำลึง ๑ บาท มีฐานานุศักดิ์ควรตั้งฐานานุกรมได้ ๓ รูป คือ พระครูปลัด ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑ รวม ๓ รูป ครั้นถึงวันที่ ๑๙ กรกฎาคมในปีนั้น โปรดให้เป็นเจ้าคณะมณฑล มีสำเนาทรงตั้งดังนี้ สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้ากรุงสยาม ผู้เป็นพระบรมพุทธศาสนูปถัมภก มีพระราชประสงค์จะทรงทำนุบำรุงสังฆมณฑลให้เจริญยิ่งขึ้น เป็นการสืบพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองถาวรสืบไป มีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้สถาปนาพระราชมุนี ตรีปิฏกาลังการ สถิต ณ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร เป็นเจ้าคณะมณฑลปราจีนบุรี ขอพระคุณจงมีอัธยาศัยประกอบไปด้วยวิริยะอันแรงกล้าในการที่จะจัดการคณะสงฆ์ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ และให้พระปริยัติธรรมสรรพวิทยาศาสโนวาทแพร่หลายไพบูลย์ยิ่งขึ้น ขอให้พระคุณมีความผาสุกสิริสวัสดิ์ เจริญในพระพุทธศาสนาสืบไปสิ้นกาลนาน เทอญ พระราชทานตำแหน่งนี้แต่วันที่ ๑๙ กรกฏาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ เป็นปีที่ ๓๕ หรือวันที่ ๑๒,๓๐๓ ในรัชกาลปัจจุบันนี้ ท่านปฏิบัติการสนองพระเดชพระคุณได้ ๓ ปี ประจวบกับโรคเบียดเบียน ทำให้ทุพพลภาพ ไม่สามารถจะดำรงตำแหน่งนั้นต่อไป จึงลาออก เพื่อผ่อนพักรักษาร่างกายตามควร ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๔๙ โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระเทพกวี มีสำเนาดังนี้ ให้เลื่อนพระราชมุนีเป็นพระเทพกวีศรีวิสุทธินายก ตรีปิฏกปรีชา มหาคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร พระอารามหลวง มีนิตยภัต ราคาเดือนละ ๖ ตำลึงกึ่ง มีฐานานุกรมควรตั้งฐานานุกรมได้ ๔ รูป คือ พระครูปลัด ๑ พระครูสังฆวิชัย ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑ รวมเป็น ๔ รูป ต่อมาปีมะแม พ.ศ. ๒๔๕๐ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงตั้งให้เป็นพระอุปัชฌายะในวัดเทพศิรินทร์และในมณฑลปราจีนบุรี แผนกธรรมยุตติกนิกายทั้งหมดและวัดเสนหา นครปฐม กับวัดสัมปทวน จังหวัดนครปฐม ในรัชกาลที่ ๖ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๓ โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์ มีสำเนาประกาศดังนี้ อนึ่ง ทรงพระราชดำริว่า พระราชาคณะที่ดำรงคุณธรรม ปรีชาสามารถสมควรจะเลื่อนอิสริยยศ และพระสงฆ์ซึ่งสมควรจะเป็นพระราชาคณะมีอีกหลายรูป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้พระเทพกวีเป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์ปรีชาญาณดิลก ตรีปิฏกคุณาลงกรณ์ ยติคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร พระอารามหลวง มีนิตยภัตราคาเดือนละ ๒๘ บาท มีฐานานุศักดิ์ควรตั้งฐานานุกรมได้ ๖ รูป คือพระครูปลัด มีนิตยภัตเดือนละ ๔ บาท ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูวินัยธรรม ๑ พระครูสังฆพินิจ ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฏีกา ๑ รวม ๖ รูป ถึงปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๖๐ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงตั้งให้เป็นแม่กองสอบวิชานักธรรมชั้นตรีในมณฑลปราจีนบุรี เป็นกรรมการในสนามหลวงสอบความรู้พระปริยัติธรรม เป็นกรรมการในมหาเถรสมาคมโดยลำดับ ในปีวอก พ.ศ.๒๔๖๓ เป็นแม่กองสนามสาขาแห่งสนามหลวง และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงตั้งให้เป็นแม่กองสอบนักธรรมสนามมณฑลจันทบุรีด้วยในปีนั้น ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๔ โปรดให้สถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นที่ พระสาสนโสภณ เจ้าคณะรองคณะธรรมยุตติกนิกาย จารึกนามในหิรัญบัฏ มีสำเนาประกาศดังนี้ อนึ่ง ทรงพระราชดำริว่า พระธรรมไตรโลกาจารย์ เป็นผู้มีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎกสุตาคม ได้สอบไล่ได้ถึงชั้นเปรียญเอกในมหามกุฏราชวิทยาลัย เทียบชั้นเปรียญเอก ๗ ประโยค มีความอุตสาหะวิริยภาพ รับภาระเป็นอาจารย์สอนพระปริยัติธรรมแก่ภิกษุสามเณรในวัดเทพศิรินทราวาสมาแต่ในรัชกาลที่ ๕ ภายหลังโปรดให้เป็นเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสเป็นผู้มั่นคงในสมณปฏิบัติ มีศีลาจารวัตรเป็นที่น่าเลื่อมใส มีความรอบรู้ในอรรถธรรม ชำนาญเชิงเทศนาโวหารอรรถาธิบาย เป็นที่นิยมนับถือแห่งศาสนิกบริษัททั้งคฤหัสถ์บรรพชิตเป็นอันมากและเป็นผู้ที่ได้กระทำคุณประโยชน์ในทางทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและการศึกษาให้เจริญมาเป็นอันมาก มีอาทิ คือได้เป็นกรรมการแห่งมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นเจ้าคณะมณฑลปราจีนบุรีและเป็นพระอุปัชฌายะให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรในวัดเทพศิรินทราวาส และในมณฑลปราจีนบุรีฝ่ายธรรมยุตติกนิกายทั่วไป ทั้งได้เป็นแม่กองสอบวิชานักธรรมชั้นตรีในสนามมณฑลปราจีนบุรี และเป็นกรรมการในมหาเถรสมาคม เป็นกรรมการสอบความรู้พระปริยัติธรรมในสนามหลวง และเป็นแม่กองสนามสาขาแห่งสนามหลวงเป็นต้นพระธรรมไตรโลกาจารย์มีความอุตสาหะปฏิบัติการในตำแหน่งต่าง ๆ โดยเรียบร้อยสม่ำเสมอ อีกประการหนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวิราวุธทรงผนวช ได้ทรงวิสาสะคุ้นเคยกับพระธรรมไตรโลกาจารย์ และมีเสด็จประพาสในมณฑลปราจีนบุรีระหว่างที่ทรงผนวชนั้น พระธรรมไตรโลกาจารย์ก็ได้ตามเสด็จพระราชดำเนินในกระบวนด้วยตลอดทาง ได้ทรงมีโอกาสทรงทราบคุณสมบัติของพระธรรมไตรโลกาจารย์โดยตระหนักแน่ สมควรจะเพิ่มสมณศักดิ์ให้ดำรงตำแหน่งอันสูงได้ จึงมีพระบรมโองการดำรัสสั่งให้สถาปนาเลื่อนพระธรรมไตรโลกาจารย์ เป็นพระราชาคณะ มีพระราชทินนามตามจารึกในหิรัญบัฏว่า พระสาสนโสภณ วิมลญาณอดุลย์ ตรีปิฏกคุณประสาธนวิภูสิต ธรรมยุตติกคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี สังฆนายก สถิต ณ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร พระอารามหลวง เจ้าคณะรองธรรมยุตติกนิกาย มีฐานานุศักดิ์ควรตั้งฐานานุกรมได้ ๘ รูป คือ พระครูปลัดอรรถจริยานุกิจ พิพิธธรรมโกศล วิมลสุตาคม อุดมคณานุนายก ตรีปิฎกญาณวิจิตร ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูธรรมธร ๑ พระครูพิสิษสรเวท ๑ พระครูพิเศษสรวุฒิ ๑ พระครูสังฆวุฒิกร ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฏีกา ๑ รวม ๘ รูป ถึงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๗ ทรงตั้งให้เป็นเจ้าคณะมณฑลปราจีนบุรีและมณฑลจันทบุรี ต่อมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ ทรงตั้งให้เป็นกรรมการในราชบัณฑิตยสภา พ.ศ.๒๔๗๑ ทรงตั้งให้เป็นกรรมการที่ปรึกษาในการทำนุบำรุงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ถึงเดือนพฤศจิกายนในศกนั้นเอง โปรดให้สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ดำรงฐานันดรมหาสังฆนายกเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ จารึกนามในสุพรรณบัฏ มีข้อความประกาศสถาปนา ตามใบกำกับสุพรรณบัฏดังนี้ ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนายุกาลเป็นอดีตภาคล่วงแล้ว ๒๔๗๑ พรรษา ปัจจุบันสมัย สูรคตินิยม นาคสมพัตสร พฤศจิกายนมาส อัษฐสุรทิน มงคลวาร โดยกาลบริเฉท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก มหันตเดชนดิลกรามาธิบดี เทพปรียมหาราชรวิวงศ์ อสัมภินงพศ์พีรกษัตริย บุรษรัตนราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาตสํสุทธเคราหณี จักรีบรมนาถ จุฬาลงกรณราชวรางกูร มหามกุฏวงศ์วีรสูรชิษฐ ราชธรรมทศพิธอุตกฤษฎนิบุณ อดุลยกฤษฎาภินิหาร บูรพาธิการสุสาธิต ธันยลักษณวิจิตรเสาวภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคมานต สนธิมตสมันตสมาคมบรมราชสมภาร ทิพยเทพาวตาร ไพศาลเกียรติคุณ อดุลยศักดิเดช สรรพเทเวศปริยานุรักษ์ มงคลลัคนเมาหวัย สุโขทัยธรรมราชา อภิเนาวศิลปศึกษาเดชนาวุธ วิชัยยุทธศาสตรโกศล วิมลมรรยพินิต สุจริตสมาจาร ภัทรภิชญาณ ประดิภานสุนทร ประวรศาสโนปสดมภก มูลมุขมาตยวรนายกมหาเสนานี สราขนาวีพยูหโยธโพยมจร บรมเชษฐโสทรสมมต เอกราชชยยศสธิคม บรมราชสมบัติ นพปฏลเศวตฉัตราดิฉัตร ศรีรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิษิกต์ สรรพทศทิควิชิตเดโชชัย สกลมไหศวรรยมหาสวามินทร มเหศวรหินทรมหาราชาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชันยาศัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ วิศิษฏศักดิอัครนเรศวราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปไมยบุณยการ สกลไพศาลมหารัษฎราธิบดินทร์ ปรมินทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า พระสาสนโสภณ ดำรงในรัตตัญญูมหัตตาธิคุณ มีปรีชาญาณแตกฉานในมคธปริวรรตและอรรถธรรมวินัยด้วยดี ตั้งอยู่ในสพรหมจารีวิหารโดยสมณากัปปมรรยาท มั่นคงดำรงจาตุปาริสุทธศีลสมบัติไม่ท้อถอย เป็นที่บังเกิดประสาทะควรแก่พุทธมามกชนทุกชั้น มีอาตมหิตและปรหิตกรณคุณตามความในประกาศสถาปนาเป็นเจ้าคณะรอง ฝ่ายธรรมยุตติกนิกาย เมื่อพระพุทธศาสนายุกาล 2464 พรรษานั้นแล้ว ต่อมาพระสาสนโสภณ ยิ่งเจริญด้วยอุตสาหะวิริยภาพไม่ย่อหย่อนในการประกอบศาสนกิจให้รุ่งเรืองสมกับเป็นธรรมทายาท อนึ่งพระธรรมเทศนามงคลวิเศษกถาเป็นเทศนาพิเศษอย่างหนึ่ง ซึ่งพระมหาเถรเจ้าผู้ถวาย ย่อมทรงคุณวุฒิอันมโหฬาร เป็นอุดมคุรุสถานียบุคคลของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้พระสาสนโสภณ ถวายสืบมาจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระสาสนโสภณได้ฉลองพระเดชพระคุณมาจนรัชกาลปัจจุบัน ด้วยความเอาใจใส่สอดส่องทั้งพระบรมพุทโธวาทและรัฏฐาภิปาลโนบายเป็นอย่างดี และเป็นผู้กระทำคุณประโยชน์ในทางบำรุงพระพุทธศาสนา และการศึกษาพระธรรมวินัยให้เจริญมาเป็นอันมาก มีอาทิ คือเป็นผู้อำนวยการสอบความรู้พระปริยัติธรรมทุกประโยคในสยามรัฐ เป็นเจ้าคณะมณฑลปราจีนบุรีและมณฑลจันทบุรี เป็นผู้ชำระพิมพ์พระบาลีไตรปิฎกอันควรแก้ไขพิมพ์ขึ้นใหม่ และเป็นธุระในการพิมพ์พระคัมภีร์อรรถกถา ชำระต้นฉบับให้ถูกต้องเป็นเบื้องต้น จนถึงตรวจใบพิมพ์เป็นที่สุด และยังพยายามสั่งสอนบรรพชิตคฤหัสถ์สัทธิวิหาริกอันเตวาสิก ตลอดประชาพุทธมามกชนทุกหมู่เหล่า ให้ตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติเป็นสาธุชนสัตบุรุษต้องตามพระบรมพุทโธวาท เพราะความเป็นผู้ช่างขวนขวายสำเหนียกความรู้ให้เทียมทันสมคราวสมัย แสวงหาวิธีที่จะปลูกศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาให้เจริญงอกงามไพบูลย์ภิยโยภาพแก่ชนนิกร อุตสาห์แสดงธรรมสั่งสอนเป็นเนืองนิตย์ มีวิจารณ์ในฉันทจริต อาศยานุสัยแห่งสรรพเวไนย จัดการให้ธรรมสวนมัยประโยชน์สำเร็จด้วยดีโดยนิยมแห่งกาลเทศะด้วยปรีชาฉลาดในเทศนาลีลาศวิธี ดังที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้ เป็นที่ทรงนับถือเป็นอันมาก อนึ่ง นอกจากกิจพระพุทธศาสนาโดยตรง พระสาสนโสภณยังเอาใจใส่ในการศึกษาสยามอักษรศาสตร์แห่งกุลบุตรเป็นอย่างดี ได้รับตำแหน่งเป็นกรรมการในราชบัณฑิตยสภา และสำหรับการบริหารพระอาราม ได้ทรงตั้งให้เป็นกรรมการที่ปรึกษาในการทำนุบำรุงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม บัดนี้พระสาสนโสภณก็เจริญด้วยพรรษายุกาลสถาวีธรรม อันให้อุปสัมปาเทตัพพาทิกิจทวียิ่งขึ้นตามทางพระวินยานุญาต เป็นหลักอยู่รูปหนึ่งในธรรมยุตติกสังฆมณฑล มีพุทธสมัยวิมลญาณปรีชาและศีลาจารวัตรมั่นคงในธรรมปฏิบัติ เป็นที่นิยมนับถือแห่งพุทธปาสิตบริษัททั่วพุทธเกษตร์สากลมีนิสิตานุยนต์แพร่หลายทั้งในสกรัฐและวิเทศรัฐพุทธศาสนิกบัณฑิต สมควรจะเป็นอุตดรมหาคณิสสราจารย์ที่สมเด็จพระราชาคณะผู้ใหญ่สังฆนายก มีอิสริยยศยิ่งกว่าสมณนิกรคามวาสี อรัญวาสีฝ่ายเหนือทั้งปวง เพื่อเป็นศรีแห่งพระบวรพุทธศาสนาสืบไป จึงมีพระบรมราชโองการมานพระบันทูรสุรสิงหนาท ดำรัสสั่งให้สถาปนาพระสาสนโสภณเป็นสมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามจารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณอดุล สุนทรนายก ตรีปิฎกวิทยาคุณ วิบุลคัมภีร์ญาณสุนทร มหาอุตดรคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัณยวาสี สถิต ณ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร พระอารามหลวง เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๑๐ รูป คือ พระครูปลัดสัมพิพัฑฒนสีลาจาร ญาณวิมล สกลคณิสสร อุตดรสังฆนายก ปิฏกธรรมรักขิต ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูธรรมธร ๑ พระครูเมธังกร พระครูคู่สวด ๑ พระครูวรวงศ์ ๑ พระครูคู่สวด ๑ พระครูธรรมราต ๑ พระครูธรรมรูจี ๑ พระครูสังฆวิจารณ์ ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑ ขอพระคุณผู้รับราชทินนามเพิ่มอิสริยยศในครั้งนี้ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์และอนุเคราะห์พระภิกษุสงฆ์สามเณรในคณะและในพระอารามตามสมควรแก่กำลังและอิสริยยศที่พระราชทานนี้ และขอจงจิรสถิติกาล เจริญอายุ วรรณ สุขพล ปฎิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ วิรุฬหิไพบูลย์ในพระพุทธศาสนา เทอญ ครั้นถึงวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๖ พระมหาเถระบรรดาที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมได้ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ ยกย่องท่านขึ้นเป็นประธานมหาเถรสมาคม บัญชาการคณะสงฆ์แทนพระองค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้าสิ้นพระชนม์จึงเป็นผู้บัญชาการคณะสงฆ์โดยตรงสืบมา เมื่อทรงพระกรุณาตั้งสมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศนเทพวราราม ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ จึงพ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม รวมเวลาที่ท่านเป็นผู้บัญชาการคณะสงฆ์ ๔ ปี ๙ เดือน กับ ๒๗ วัน ถึงสมัยประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๔๘๔ เปลี่ยนระบอบการปกครองคณะสงฆ์ ให้สอดคล้องต้องกันกับทางบ้านเมือง ท่านก็ได้เป็นสมาชิกสังฆสภาโดยตำแหน่งและได้เป็นคณะวินัยธรชั้นฎีกา อันเป็นคณะวินัยชั้นสุดยอด ต่อมาได้เป็นหัวหน้าคณะวินัยธรคณะนี้และเป็นประธานคณะวินัยธรโดยตำแหน่งด้วย วันที่ ๒๘ กรกฎาคม เป็นประธานสังฆสภา วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๔๘๙ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสังฆนายก ถึงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ครบ ๔ ปี ถึงกำหนดพ้นจากตำแหน่งตามวาระ แต่โดยที่ท่านได้รับภาระบริหารการคณะสงฆ์มาด้วยความเรียบร้อย เป็นผลดีแก่พระศาสนา และเป็นพระมหาเถระที่เพียบพร้อมด้วยศีลาจารวัตรพรหมจริยคุณ เป็นที่เคารพสักการะของพุทธบริษัททั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ จึงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสังฆนายก บริหารการคณะสงฆ์สืบต่อมาอีก และได้ดำรงอยู่ในตำแหน่งนี้จนถึงวันมรณภาพ เป็นอันว่า เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ได้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญหลายตำแหน่งอาทิเป็นผู้อำนวยการสอบพระปริยัติธรรมสนามหลวงทั่วราชอาณาจักร ๑๕ ปี เป็นเจ้าคณะมณฑล ๒ คราว รวม ๑๔ ปี เป็นผู้ถวายพระธรรมเทศนาพระมงคลวิเสสกถา ๒๕ ปี เป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคมบัญชาการคณะสงฆ์ ๕ ปี เป็นประธานสังฆสภา เป็นประธานคณะวินัยธร และที่สุดเป็นสังฆนายก ๕ ปีเศษ เป็นเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส ๕๐ ปีเศษ ในเวลาที่ท่านเป็นผู้อำนวยการสอบพระปริยัติธรรม เป็นแม่กองสนามหลวง เป็นแม่กองสนามมณฑล และเป็นเจ้าคณะมณฑลนั้น ท่านบริหารงานเหล่านี้ด้วยความเรียบร้อย ไม่บกพร่องเสียหาย เป็นที่เคารพยำเกรงของผู้น้อยทั่วไป เป็นที่นิยมนับถือของพระเถรานุเถระผู้ร่วมงานทุกท่านเป็นที่ไว้วางใจและได้รับความยกย่องชมเชยจากท่านผู้ใหญ่ ให้เกิดผลดีแก่พระศาสนาอย่างยิ่งเนื่องด้วยกิจการบางอย่างในตำแหน่งดังกล่าวแล้ว จำเป็นต้องมีรายจ่ายมาก เป็นต้นว่า ค่าเครื่องเขียน สิ่งพิมพ์ ค่าพาหนะ เจ้าหน้าที่ และผู้นำข้อสอบไปเปิดสอบตามจังหวัดต่าง ๆ ที่มีการสอบทั่วประเทศ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ในปีหนึ่ง ๆ จำนวนไม่น้อย แม้มีทางจะเบิกจ่ายจากเงินงบประมาณที่ได้ ท่านก็มิได้เบิกตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด นับว่าได้ประหยัดเงินของคณะสงฆ์ในการนี้เป็นจำนวนหลายหมื่นบาท ช่วยกิจพระศาสนา อันผู้ที่ยอมอุทิศกำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังสติปัญญา ช่วยการพระศาสนาเช่นนี้ ย่อมเป็นผู้หาได้ไม่ง่ายนัก ในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสมาคมบัญชาการคณะสงฆ์ และดำรงตำแหน่งสังฆนายก อันเป็นตำแหน่งที่บริหารการคณะที่สำคัญยิ่ง ท่านก็ได้ปฏิบัติงานด้วยความซื่อตรงเที่ยงธรรม รักษาวินัยระเบียบแบบแผนประเพณีโดยเคร่งครัด ระมัดระวังรอบคอบ ประกอบด้วยรู้จักผ่อนผันในสิ่งที่ไม่ผิดธรรม ไม่ผิดวินัย ระวังความแตกร้าวไม่ให้เกิดมีสมานสามัคคีให้เกิดแก่พุทธบริษัททุกหมู่เหล่า นำกิจการหมู่คณะให้ดำเนินไปด้วยดี ไม่ให้ความระส่ำระสายเกิดมีขึ้นในสังฆมณฑล ยังความเรียบร้อยในสังฆมณฑลให้เป็นไปด้วยดี ด้วยปรีชาสามารถ ตลอดสมัยของท่าน ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ๕๐ ปีเศษ เอาใจใส่ดูแลรักษาวัดเป็นอย่างดี ซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ของเก่า เช่นพระอุโบสถและกุฎีเป็นต้น แก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นกว่าเดิม และปลูกสร้างถาวรวัตถุเพิ่มเติม เป็นต้นว่า ที่อยู่อาศัย สถานการศึกษา รวมค่าซ่อมแซม และค่าก่อสร้าง ประมาณ ๓,๖๐๐,๐๐๐ .๐๐ บาท ทำวัดให้สะอาดสะอ้านเรียบร้อย น่าดู น่าอยู่ น่าอาศัย เป็นทางนำมาซึ่งศรัทธาปสาทะแก่พุทธบริษัทเป็นอันมาก สังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ เช่นที่ดิน ที่นา ที่สวน และเงินทุนของวัด เกิดเพิ่มพูนเป็นผลประโยชน์สำหรับบำรุงพระอาราม บำรุงภิกษุ สามเณร บำรุงการศึกษาเป็นต้น ประมาณราคา ๖,๘๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท ซึ่งเดิมเมื่อครองวัดมีเพียง ๘๐๐ บาทเศษเท่านั้น ทั้งนี้กล่าวแต่เฉพาะรายใหญ่ ๆ เท่าที่นึกได้ พุทธบริษัทก็เพิ่มขึ้นโดยลำดับกาล ในวันธัมมัสสวนะมีอุบาสกอุบาสิกามารักษาศีลและฟังธรรมอย่างมากถึงวันละ ๘๐๐ คน ท่านเป็นพระอุปัชฌายะบวชภิกษุ ๔,๘๔๗ รูป เป็นอุสัมปทาจารย์ ๓๖๔ รูป เป็นพระอุปัชฌายะบวชสามเณร ๑,๔๕๕ รูป รวมทั้งสิ้น ๖,๖๖๖ รูป ท่านเป็นผู้ฉลาดสามารถในการปกครองในการแนะนำสั่งสอน มีความเพียรไม่เบื่อหน่ายในการที่จะอบรมศิษยานุศิษย์ และแสดงธรรมสั่งสอนพุทธบริษัท ท่านถือเป็นกิจวัตรที่สำคัญ ไม่จำเป็นไม่ขาดเลย เป็นผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติของผู้ปกครองครบครัน คือมีอัธยาศัยเยือกเย็นหนักแน่น มีเมตตา กรุณา มุทิตา โอบอ้อมอารี มีใจเป็นห่วงในความเป็นอยู่และความประพฤติของศิษย์ หวังความเจริญสวัสดีแก่ศิษย์ หมั่นอบรมสั่งสอนเป็นนิตย์ แม้สึกหาลาเพศไปแล้ว ก็ยังหวังดีอุตสาห์ตักเตือนพร่ำสอนเมื่อมีโอกาส มีของกินของใช้ก็แบ่งเฉลี่ยให้ตามกาล เมื่ออาพาธป่วยไข้ก็หมั่นเยี่ยมถามอาการ หาหมอมาพยาบาลรักษา ช่วยค่ายาค่ารักษา ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่เคารพนับถือสักการบูชาของบรรดาศิษยานุศิษย์ สาธุชนผู้ได้รับอุปการคุณนั้น ๆ ทั่วกันไม่คืนคลาย ท่านเป็นผู้ไม่สะสม พอใจในการสละสิ่งของที่ได้มาบริจาคเป็นบุญเป็นกุศลแทบทั้งสิ้น แจกภิกษุสามเณรในวัดบ้าง ศิษย์วัดบ้าง ตามควรแก่ฐานะและโอกาส นอกจากนี้ท่านยังได้รวบรวมสิ่งของบรรดามีบ้าง ให้หาเพิ่มเติมบ้าง จัดเป็นเครื่องบูชา มีแจกัน พาน กระถางธูป เชิงเทียนเป็นต้น ชุดละ ๕๐ ชิ้นเป็นอย่างน้อย ส่งไปถวายวัดที่ขาดแคลนในต่างจังหวัด วัดละชุดบ้าง ๒ ชุดบ้าง บางวัดก็ถึง ๓ ชุด ประมาณ ๒๗๐ วัด พิมพ์หนังสือแจกเป็นธรรมทานด้วยทุนของท่านบ้าง ผู้อื่นช่วยบ้าง ประมาณ ๑๐๐ เรื่อง คิดเป็นเล่มหนังสือประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ เล่ม พิมพ์ไหว้ ๕ ครั้ง แจกกรม กอง หน่วยราชการ ทหาร พลเรือน นักเรียน ประชาชน ตลอดถึงผู้ต้องขังทั่วพระราชอาณาจักร ประมาณ ๑,๕๐๐,๐๐๐ แผ่น นอกจากนี้ยังได้กระทำประโยชน์อันเป็นสาธารณะอีกมาก กล่าวเฉพาะส่วนใหญ่ คือ ขุดสระขังน้ำฝนที่วัดเขาบางทราย ชลบุรี ให้เป็นประโยชน์แก่ชาวบางทราย และชาวตำบลอื่นที่ใกล้เคียงได้อาศัยบริโภคใช้สอยตลอดหน้าแล้งและหน้าฝน เพราะตำบลเหล่านั้นใกล้ทะเล มีแต่น้ำเค็ม กันดารน้ำจืด สร้างโรงเรียนเป็นตึกคอนกรีต ๒ ชั้น ๒ หลัง อยู่ในเขตวัดเขาบางทราย ชลบุรี มอบให้ทางการเปิดสอนนักเรียน ตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ ๑ ถึงปีที่ ๖ ซ่อมพระอุโบสถวัดเขาบางทราย ชลบุรี เปลี่ยนแปลงจากเดิมขยายให้กว้างขวางงดงามยิ่งขึ้น ประตูหน้าต่างเขียนลายรดน้ำ ลงรักปิดทอง ประดับกระจก เขียนลายผนัง ติดดาวเพดาน หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ ประกอบช่อฟ้าใบระกา สร้างตึกผ่าตัดให้แก่โรงพยาบาลจังหวัดชลบุรี ๑ หลัง เป็นคอนกรีตทั้งหลัง มีเครื่องใช้เครื่องมือและเครื่องอุปกรณ์ในการผ่าตัดทันสมัยอย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังช่วยปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมกุฏี วิหาร ศาลา ถนนหนทาง และโรงเรียนเป็นต้น ทั้งที่วัดบางทรายและวัดอื่น ๆ ในจังหวัดชลบุรีอีกหลายแห่ง ทั้งหมดนี้ด้วยทุนทรัพย์ส่วนขององค์ท่านตามกำลังเป็นส่วนมากมิได้เคยออกปากเรี่ยไรผู้อื่น เมื่อผู้อื่นทราบมีศรัทธาเลื่อมใสก็บริจาคสมทบด้วย แม้กุฏีที่อยู่อาศัยจะปฏิสังขรณ์หรือเพิ่มเติม เช่นติดกระเบื้องฝา ทาสีเป็นต้น หรืออื่นใด ท่านก็ทำไปด้วยทุนทรัพย์ส่วนองค์เอง มิได้ออกปากใคร ต่อเมื่อมีผู้เห็นเข้า ศรัทธาก็ถวายช่วยด้วย เรื่องจะเอาปรียบบุคคลเอาเปรียบวัด เอาเปรียบศาสนา แม้โดยปริยายไร ๆ ท่านไม่นิยม ดังนั้น เวลาถึงมรณภาพลงจตุปัจจัยส่วนองค์เองจึงไม่มีเหลืออยู่เลย ท่านเป็นผู้ที่เจ้านาย ข้าราชการ คฤหบดี เลื่อมใสเป็นส่วนมาก และเป็นกุลุปกะ คือเป็นพระประจำพระตระกูลของเจ้านายลางพระองค์ ถึงอย่างนั้นไม่มีธุระจำเป็นก็ไม่ไปเฝ้าหรือไปมาหาสู่ จะไปก็ไปเป็นกิจจะลักษณะ ท่านปลูกและทำนุบำรุงศรัทธาเลื่อมใสของท่านนั้น ๆ ด้วยคุณธรรมแท้ ๆ จึงเป็นแท่นบูชาแห่งคุณธรรมความดีโดยส่วนเดียวของสาธุชน โวหารลางอย่างที่โลกนิยมใช้กัน เช่นมีความรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง คำว่า เป็นอย่างยิ่ง ท่านก็ไม่ใช้ โดยอ้างถึงเจตนาว่า ไม่รู้สึกอย่างยิ่งเช่นนั้น ท่านเป็นผู้นิยมความกตัญญูกตเวทีนัก และถือเป็นข้อหนึ่งสำหรับอบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ ท่านเคยอ้างว่า องค์ท่านเองได้เจริญรุ่งเรืองมาเช่นนี้ก็เพราะดีต่อโยม ใครเคยมีคุณมามักประกาศคุณนั้น ๆ ให้ปรากฎไม่ลืมเลือนและหาทางสนองคุณสมนาคุณในโอกาส เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ เป็นผู้ถือเคร่งครัดในพระวินัย ไม่ยอมประพฤติล่วงพระบัญญัติแม้ในสิ่งที่ผู้อื่นโดยมากเห็นว่าเล็กน้อย เป็นผู้มีศีลาจารวัตรอันงาม ไม่บกพร่องด่างพร้อยแต่ประการไร กิจวัตรนอกจากสวดมนต์ไหว้พระ ทำกัมมัฏฐานภาวนาที่กุฎีที่อยู่ แล้วสวดมนต์ไหว้พระประจำวันทุกเช้าเย็น ไม่จำเป็นท่านไม่ยอมขาด ทำตนเป็นผู้นำที่ดียิ่ง และยังได้แนะนำชักชวนภิกษุสามเณรในวัดให้ปฎิบัติโดยเคร่งครัด ตลอดถึงได้ชักชวนเพื่อนสหพรหมจารีต่างวัดให้ช่วยกันทำนุบำรุงกิจวัตรแผนกนี้ ซึ่งถึงจะเป็นกิจวัตรพื้น ๆ แต่ก็นับว่าสำคัญประการหนึ่งอยู่เสมอในเมื่อมีโอกาส การฟังพระปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือน ตั้งแต่อุปสมบทจนถึงมรณภาพ ขาดเพียง ๒ ครั้ง ในเวลาอาพาธหนักไม่สามารถจะลุกนั่งและพลิกองค์เองได้แล้ว ท่านก็ยังแสดงความประสงค์จะลงฟังพระปาฏิโมกข์เมื่อวันอุโบสถมาถึงเข้า แต่ไม่มีผู้ใดจะปฏิบัติตามความประสงค์ของท่านได้ เพราะเห็นว่าท่านอาพาธหนักมาก ถ้านำท่านลงไป อาจถึงเป็นอันตรายได้ การงานทุกอย่างที่ท่านทำมีระเบียบเรียบร้อยสม่ำเสมอ เป็นเวลาไม่มากไม่น้อย สิ่งไรที่ท่านทำเองได้ ท่านไม่รบกวนผู้อื่น แม้แต่ศิษย์ด้วยความเกรงใจ แม้ศิษย์จะสมัครใจยินดีทำถวายลางอย่าง เช่น ช่วยถือบริขารเครื่องใช้สอย เป็นต้นว่า ย่ามติดตาม เมื่อไม่จำเป็น ท่านก็ไม่ยอม โดยอ้างว่าใคร ๆ เขาจะเห็นว่าเป็นเจ้ายศเจ้าอย่างไป กิจการลางประการซึ่งต้องใช้พระเดช อันท่านเองก็สมควรแล้วที่จะใช้ได้ทุกประการท่านก็มักผ่อนลงมาเป็นใช้พระคุณโดยมาก โดยปรารภว่าวาสนาบารมีน้อยไม่ควรแก่พระเดชนัก อันผู้สูงศักดิ์มีวาสนาบารมี เมื่อจะทำกิจการไร ๆ ยังหวนรำลึกถึง อตฺตญฺญุตา มตฺตญฺญุตา รู้ตน รู้ประมาณ อันเป็นสัปปุริสธรรมทั้งต่อหน้าและลับหลังเช่นนี้ น่าเคารพบูชาของสาธุชนทั้งหลายนัก ท่านเป็นผู้ไม่มัวเมาในยศศักดิ์ ตำแหน่ง หน้าที่การงาน ไม่เห็นแก่อามิสลาภยศ ชื่อเสียง ไม่ขวนขวายที่จะได้ตำแหน่งหน้าที่การงานนั้น ๆ แต่ด้วยเห็นแก่พระศาสนาจึงยอมรับตำแหน่งหน้าที่อันมาถึงตามกาลตามสมัย เมื่อรับทำสิ่งไรแล้วก็ตั้งใจทำจริงไม่ทอดทิ้ง ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยความแช่มชื่นไม่ฝืนใจทำ มีความเพียรอดทนไม่ท้อถอย ทำตามกำลังสามารถ ลางอย่างลางโอกาส ถึงออกปากว่า ถ้าไม่ไหวก็ขอคืน ไม่ฝืนไว้ด้วยอาลัย ท่านไม่ถือความเห็นของตนเป็นใหญ่ สิ่งไรทำพลาด เป็นผู้รู้จักผิดเป็น ยอมทำใหม่ แก้ไขให้ถูก ยอมเปลี่ยนแปลงแก้ไขในเมื่อมีผู้ทักท้วง มีเหตุผล เป็นธรรมเป็นวินัย ไม่ปล่อยให้สิ่งผิดแล้วเลยตามเลย หรือขืนทำไปทั้ง ๆ ที่เห็นว่าผิด ท่านจึงเป็นผู้รู้อย่างที่กล่าวยกย่องว่า ไม่เมาในความรู้ ไม่มีชนิดที่เรียกว่า เอาสีข้างเข้าดัน อันเป็นมนทินของผู้รู้ แต่ว่าเป็นผู้ถ่ายถอนถือเอาแต่ยุติที่ชอบด้วยเหตุผล เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นประมาณ มีธรรมวินัยเป็นใหญ่ มีธรรมวินัยเป็นธงชัย ไม่ยอมให้มานะทิฐิหรือเลห์กลใด ๆ เข้ามาปะปนแฝงอยู่ จึงเป็นหลักในความรู้และความเห็น เป็นที่เชื่อถือวางใจได้สนิท เป็นผู้ตรงไปตรงมา ไม่มีแง่งอนมายา เป็นปฏิปทาของสาวกสงฆ์ข้อ อุชุปฏิปนฺโน คือเป็นผู้ปฏิบัติซื่อตรง ท่านเป็นผู้ที่มีความอดกลั่นเป็นอย่างดี มีความสงบเสงี่ยม ไม่เคยแสดงอาการผลุนผลันให้ปรากฎ ไม่เคยพูดคำหยาบ กล่าวแต่คำอ่อนหวาน ไม่พูดให้เจ็บใจคนอื่น ไม่พูดเสียดสีกระทบกระทั่ง นินทาว่าร้ายผู้อื่น องค์ท่านเคยปรารภเป็นเชิงสอนว่า คนเรานั้นมีอาวุธพิเศษสำหรับป้องกันตัวอยู่อย่างหนึ่ง คือนิ่ง ไม่ต่อปากต่อคำ ต่อความยาวสาวความยืด อันเป็นเหตุให้เรื่องนั้น ๆไม่สิ้นสุด ปฏิปทานี้ท่านถือเป็นแนวปฏิบัติประการหนึ่ง จึงนิยมในการรู้แล้วเลิกแล้วกันไป ไม่ถือสาหาความอีก ไม่มีเวรไม่มีภัยกับใคร ๆ แม้ผู้ที่ถือโกรธท่าน ท่านก็ไม่โกรธตอบ กลับหาทางสมัครสมานคืนดี เรื่องไม่ดีของผู้อื่นเป็นไม่พูดถึง มีผู้พูดก็ห้ามเสีย เรื่องการบ้านการเมือง รบราฆ่าฟัน อันมิใช่กิจสมณะไม่พูดเกี่ยวถึงเลย มีผู้พูดถ้าเป็นผู้น้อยก็ห้ามเสีย ถ้าเป็นผู้ใหญ่ ท่านก็ยิ้ม ๆ รับฟังโดยมรรยาท ท่านมีอาการสงบสม่ำเสมอ ไม่โลเลสับปลับ ไม่พูดถ้อยคำไร้สาระ พูดแต่สิ่งที่เป็นการเป็นงาน ประกอบด้วยอรรถด้วยธรรม มีประโยชน์ ไม่พูดเล่นตลก คะนองแต่ไหนแต่ไรมา ท่านทำองค์ของท่านเป็นเนติแบบอย่าง สมกับเป็นผู้นำในหมู่คณะ เป็นผู้ปกครองศิษยานุศิษย์ บริษัท บริวาร ตลอดถึงคณะสงฆ์ เป็นพระอุปัชฌาย์อาจารย์ของคนทุกชั้น สิ่งไรที่ท่านสอนให้คนอื่นละเว้นไม่ให้ทำ ไม่ให้ประพฤติด้วย ไม่เป็นแต่เพียงสอนหรือห้างผู้อื่นฝ่ายเดียวเท่านั้นท่านเป็นผู้เคารพนับถือผู้ใหญ่เหนือตน ปฏิบัติตามบังคับบัญชาในสิ่งที่ถูกที่เป็นธรรมอย่างครบถ้วนแต่สิ่งไรเป็นสิ่งผิดเป็นเสียแล้วก็ไม่ยอมร่วมด้วย ระเบียบแบบแผนประเพณีอันใดที่ทางคณะสงฆ์บัญญัติไว้เป็นธรรมเป็นวินัย ท่านถือปฏิบัติตามโดยไม่บกพร่อง นี้ก็เป็นเนติอีกประการหนึ่ง คือดีทั้งปกครองเขาและเขาปกครองก็ดีด้วย ทราบว่าเมื่อครั้งท่านสอบไล่ภาษาบาลีในมหามกุฏราชวิทยาลัยได้ที่ ๑ ทุกชั้นเป็นลำดับมาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ออกพระโอษฐ์รับสั่งว่า ตาบุญ (คือพระยาธรรมปรีชาผู้เป็นอาจารย์ภาษาบาลีของเจ้าพระคุณ) มอบช้างเผือกส่งเข้ามา จึงได้เป็นผู้ที่ทรงโปรดปราน เป็นผู้ที่ทรงปรึกษาทางด้านวิทยาการ และด้านการปกครองคณะสงฆ์องค์หนึ่ง จนกาลที่สุด คือเมื่อจวนสิ้นพระชนม์ ก็ยังโปรดให้เจ้าพระคุณซึ่งในเวลานั้นดำรงตำแหน่งฐานันดรสมณศักดิ์ที่พระธรรมไตรโลกาจารย์ เข้าเฝ้าถวายธรรมลางประการเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์อาพาธเป็นโรคเนื้องอกที่ตับ มีอาการเบื่ออาหารและอ่อนเพลียมาโดยลำดับ นายแพทย์ได้ตรวจพบเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๔ พักรักษาตัวอยู่ ณ วัดเขาบางทราย จังหวัดชลบุรี ประมาณเดือนเศษ อาการไม่ดีขึ้น ถึงวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ ทางคณะสงฆ์กรมศาสนาและกรมการแพทย์ส่งนายแพทย์ไปรับท่านมารักษาพยาบาล ณ วัดเทพศิรินทราวาส นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิเชี่ยวชาญ เป็นต้นว่า หลวงนิตยเวชวิศิษฐ์ พระอัพภันตราพาธพิศาล นายแพทย์ใช้ ยูนิพันธ์ ได้ถวายการรักษาการพยาบาลจนสุดความสามารถแต่โรคนี้ยังไม่พบวิธีที่จะรักษาให้หายได้ เป็นโรคที่ทรมาน เท่าที่ปรากฎผู้ที่เป็นโรคชนิดนี้มักได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส แต่องค์ท่านแม้ได้รับทุกขเวทนาเห็นปานนั้นก็สงบระงับ ไม่ยอมให้ทุกขเวทนานั้นครอบงำ มีสติสัมปชัญญะ ส่อให้เห็นคุณธรรมลางประการ อันท่านได้อบรมมาเป็นเวลานาน ไม่ครั่นคร้ามต่อมรณภัยอันคุกคามอยู่ สู่อุตสาห์แนะนำพร่ำสอนโดยย่อ ๆ ถึงคุณพระรัตนตรัย และความจริงของสังขารกับทั้งความน่าเบื่อหน่ายในชาติภพ และให้ศีลให้พรแก่ผู้มาเยี่ยมเยียนและรักษาพยาบาล จนที่สุดถึงมรณภาพด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๔ เวลา ๑๐.๓๐ น. คำนวณอายุได้ ๘๐ ปี โดยมีพรรษา ๕๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานน้ำสรงศพและพระราชทานโกศไม้สิบสองประดับพุ่มและพู่เฟื่องฉัตรเครื่องสูง มีแตร จ่าปี่ จ่ากลอง และกลองชนะ ประโคมเป็นเกียรติยศ ประดิษฐานโกศ ณ กุฏีที่อยู่วัดเทพศิรินทราวาส มีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมเป็นของหลวง ๓ วัน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ประกอบพระราชกุศลทักษิณานุสรณ์ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ ฯ ให้ประกอบการพระราชกุศลทักษิณานุสรณ์ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในสัตตมวารแรก ต่อจากนั้น มีเจ้านาย คณะรัฐมนตรี ข้าราชการ คณะสงฆ์ ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ศิษยานุศิษย์ และผู้เคารพนับถือ ได้ทรงบำเพ็ญและบำเพ็ญกุศลถวายติดต่อกันมาเป็นลำดับ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดการพระราชทานเพลิงศพ ณ สุสานหลวง วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ และเสด็จพระราชดำเนินทั้งสองพระองค์ ประวัติและคุณสมบัติส่วนอัตตสมบัติและปรหิตปฏิบัติของเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณวรเถร เท่าที่ได้รำพันมานี้ใช้ให้เห็นว่า เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ได้อาศัยความเป็นผู้มีบุญอันได้ทำไว้แล้วในกาลก่อน เป็น ปุพฺเพกตปุญฺญตา อันท่านผู้รู้เรียกว่าวาสนา แรกเริ่มนำให้มาอยู่ในถิ่นอันสมควร เป็น ปฏิรูปเทสวาส คบหาศึกษาวิทยาการกับผู้ทรงคุณวุฒินั้น ๆ เป็น สปฺปุริสูปสฺสย คือคบสัตบุรุษ กับทั้งตั้งองค์ท่านเองไว้ที่ชอบ ประกอบด้วยสุริตธรรมสัมมาปฏิบัติ เป็น อตฺตสมฺฺฺมาปณิธิ สิริรวมเป็นจักรธรรมครบ ๔ ประการ เป็นจักรสมบัติพัดผันนำองค์ท่านไปสู่วัฒนะ เจริญรุ่งเรืองสุดวาสนาบารมี กับทั้งยังประกอบด้วยญาณปรีชาอันประเสริฐเป็นเหตุสำคัญนำองค์ท่านให้ผ่านพ้นอุปสรรคภยันตรายฝ่ายหายนะ รอดตลอดจนสุดชนม์ชีพด้วยประการฉะนี้.
|