ยุคที่ ๓
พระวินัยรักขิต (กาฬนาโม นาม) เป็นเจ้าอาวาส

                เมื่อพระธรรมไตรโลกาจารย์ (เดช) ถึงมรณภาพแล้ว มีพระบรมราชโองการทรงตั้งพระวินัยรักขิต (กาฬนาโม นาม) เป็นเจ้าอาวาสต่อมา ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๓๗ นั้น ก่อนแต่ที่ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสและได้รับแล้วมา ท่านอยู่ที่กุฎีหม่อมแย้มในคณะใต้คราวที่ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสนี้ ท่านมีอายุ ๔๙ ปี พรรษา ๒๙

                ท่านเจ้าอาวาสไม่มีความรู้ภาษาบาลี ย่อมขัดข้องในการที่จะเป็นผู้จัดการโรงเรียน ตามระเบียบของมหามกุฎราชวิทยาลัย เพราะผู้จัดการโรงเรียนภาษาบาลีจะต้องเป็นครูสั่งสอนด้วยเหตุฉะนั้น แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะโปรดให้มีเจ้าอาวาสขึ้นแล้วก็ดี ก็ยังจะต้องทรงพระราชกังวลถึงการโรงเรียนอีกส่วนหนึ่ง ในครั้งนั้นทรงพระราชดำริเห็นว่า หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร วัดราชบพิธ ทรงสามารถอำนวยการโรงเรียนภาษาบาลีวัดนั้นให้เป็นระเบียบเจริญขึ้น และยังทรงมีตำแหน่งเป็นกรรมการในมหามกุฎราชวิทยาลัยอีกด้วย อันแสดงพระคุณวุฒิสามัตถิยภาพให้ปรากฎ เป็นที่ทรงหวังพระราชหฤทัยได้ว่า ถ้าโปรดให้มาอำนวยการโรงเรียนภาษาบาลีวัดเทพศิรินทร์ คงจะทรงทะนุบำรุงให้รุ่งเรืองสืบต่อไปได้เป็นแน่ จึงทรงอาราธนาให้หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร มาทรงบัญชาการโรงเรียนภาษาบาลีวัดนี้ และทรงกำกับหน้าที่เจ้าอาวาสด้วย โปรดให้มีกระบวนแห่เป็นอย่างผู้จะไปครองวัด ณ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ศกนั้นฝ่ายในวัดเทพศิรินทร์ก็จัดการรับเสด็จ ตลอดถึงถวายเครื่องสักการะตามธรรมเนียม หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรประทับที่โรงเรียนเจ้าพระยานรรัตน ฯ คณะกลาง มีภิกษุสามเณรโดยเสด็จมาอยู่ด้วยหลายรูป การโรงเรียนย้ายจากโรงเรียนเจ้าพระยานรรัตน ฯ ไปสอนที่กุฎีท่านเจ้าอาวาสเก่าในคณะเหนือ

                การที่โปรดให้มีกระบวนแห่ในคราวเมื่อหม่อมเจ้าพระศณีสุคตัตยานุวัตรเสด็จจากวัดราชบพิธมาอยู่วัดนี้นั้น ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า คงจะไม่ทรงมุ่งแต่ให้หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรมาทรงจัดการโรงเรียนอย่างเดียว จะต้องทรงหวังถึงการภายหน้าต่อไปอีก ถ้าพระวินัยรักขิตถึงมรณภาพลง ก็จะได้โปรดให้หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรเป็นเจ้าอาวาสทีเดียว ดีกว่าที่จะทรงอาราธนาพระเถระจากวัดอื่นมาครอง เพราะวัดที่ตั้งเป็นหลักแล้ว ถ้าผู้อยู่วัดอื่นจะมาเป็นเจ้าอาวาส ไม่ใช่จัดการให้เรียบร้อยโดยง่ายและได้เร็ว จะต้องมีเหตุขัดข้องหลายอย่าง หากพระในวัดนั้นได้เป็นเจ้าอาวาสเอง ย่อมสะดวกกว่ากันหลายประการ

                ธุรการในทางปกครองยังไม่ได้แก้ไขดัดแปลงอันใด แม้การศึกษาก็เหมือนกัน เพราะเป็นแต่เริ่มต้น รุ่งขึ้นปีมะแม พ.ศ. ๒๔๓๘ กำหนดพระราชทานเพลิงศพพระธรรมไตรโลกาจารย์ (เดช) ที่สุสานหลวงหลังวัด ซึ่งเริ่มงานวันที่ ๒๗ เมษายน รุ่งขึ้นวันที่ ๒๘ ก็พระราชทานเพลิงศพเช้าวันที่ ๒๙ เก็บอัฐิตามธรรมเนียม พอถึงเวลาเย็นวันนั้นเอง ท่านเจ้าอาวาสอาพาธเป็นอหิวาตกโรค และถึงมรณภาพ เวลา ๒ นาฬิกา ๔๐ นาที วันอังคารที่ ๓๐ เดือนนั้น รวมเวลาที่ปกครองวัดเพียง ๑ เดือนเศษ เป็นการน่าสลดใจยิ่งนัก แต่ชีวิตของท่านก็เป็นประโยชน์แก่วัดนี้มานาน เพราะเมื่อแรกยกวัด ท่านเป็นปลัดของท่านเจ้าอาวาสองค์ที่ ๑ ธรรมดาวัดใหม่จะต้องกังวลด้วยการก่อสร้าง เป็นภาระหนักและมากอย่าง ท่านก็ได้เป็นกำลังช่วยในกิจการแผนกนี้ตลอดมา ครั้นถึงวาระที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสขึ้นบ้าง แม้จะมีเวลาน้อยยิ่งกว่าท่านผู้ใด แต่ก็ควรปลื้มใจมาก ที่ได้หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรมาทรงจัดการโรงเรียน ซึ่งต่อมาก็นับว่าวันที่วัดเทพศิรินทราวาสได้ก้าวขึ้นสู่ความเจริญโดยลำดับ จึงนับว่าระยะเวลาอันสั้นของท่านนั้นมีค่าพอที่จะทำให้เกิดความพึงใจไม่น้อยเลย

ประวัติเจ้าอาวาสองค์ที่ ๓

                พระวินัยรักขิต นามเดิมว่า นาม เป็นบุตรที่ ๒ ของนายผึ่ง นางศิลา ชาวบ้านตาลเอน อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกิดในรัชกาลที่ ๓ ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๘๙ ครั้นถึงปลายรัชกาลที่ ๔ ปีขาล พ.ศ. ๒๔๐๙ อุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร มีนิยมนามตามภาษามคธว่า กาฬนาโม สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ซึ่งยังดำรงพระยศเป็ฯกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์ เป็นพระอุปัชฌายะ พระอริยมุนี (อายุวฑฒโน เอม) แต่ยังเป็นที่พระครูพุทธมนต์ปรีชา เป็นอุปสัมปทาจารย์ อุปสมบทแล้วคงอยู่ในวัดนั้น ต่อมาได้เป็นพระครูใบฎีกา ฐานานุกรมของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้น ภายหลังเลื่อนขึ้นเป็นพระครูสมุห์ ครั้นปีขาล พ.ศ. ๒๔๒๑ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้น โปรดให้ออกจากตำแหน่งฐานานุกรมของพระองค์ท่านแล้ว เป็นพระปลัด ฐานานุกรมของพระอริยมุนี (เอม) ผู้เป็นอุปสัมปทาจารย์ และมาอยู่วัดเทพศิรินทราวาสตั้งแต่คราวยกวัด

                เมื่อพระอริยมุนี (เอม) ถึงมรณภาพแล้ว มีพระบรมราชโองการทรงตั้งท่านเป็นพระครูกัลยาณคุณ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๗ เป็นตำแหน่งพระครูพิเศษประจำวัดเทพศิรินทร์ ท่านเป็นผู้เอาใจใส่ ช่วยแผนกนวกรรมและธุรการอย่างอื่น ๆ แบ่งเบาภาระของท่านเจ้าอาวาสได้ บางส่วน ตามสมควรแก่ความสามารถและหน้าที่เป็นลำดับมา

                ถึงวันพุธที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๖ ทรงตั้งเป็นพระวินัยรักขิต ที่พระราชาคณะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส มีนิตยภัตเดือนละ ๕ ตำลึง พระราชทานตาลปัตรแฉกหักทองขวาง และพัดไอยราพตตราบรมราชาภิเษกเป็นเครื่องยศ

                รุ่งขึ้นปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๓๗ พระธรรมไตรโลกาจารย์ (เดช) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ถึงมรณภาพในเดือนมกราคม จึงมีพระบรมราชโองการทรงตั้งให้ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์สืบต่อไป แต่ท่านปกครองวัดได้ ๓ เดือนเศษ ถึงวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๘ เวลาเย็น ท่านไปซ้อมสวดมฤตกวัตรที่วัดราชประดิษฐ์เพื่อจะได้สวดในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลมฤตกวัตร ซึ่งมีกำหนดงานในวันที่ ๑ เดือนต่อไป บังเอิญอาพาธเป็นอหิวาตกโรค เสนาบดีกระทรวงธรรมการได้ทราบข่าวรีบจัดให้หม่อมเจ้าเจียกกรมพยาบาล พร้อมด้วยนายชื่นแพทย์ในสภาอุณาโลมแดงกับทั้งแพทย์ฝรั่งอีกคนหนึ่ง มารักษาโดยเร็ว แต่อาการหนักไม่คืนคลาย พอถึงเวลา ๒ นาฬิกา ๔๐ นาที วันอังคารที่ ๓๐ เดือนนั้น ท่านก็ถึงมรณภาพที่วัดราชประดิษฐ์นั้น ประมาณอายุได้ ๕๐ ปี มีพรรษา ๒๙

                สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครั้งนั้นยังดำรงพระยศเป็นกรมหมื่น ฯ ทรงจัดการศพ พระราชทานเพลิงศพในปีมะแม พ.ศ. ๒๔๓๘ นั้น ที่สุสานหลวงหลังวัดเทพศิรินทร์ หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร วัดเทพศิรินทร์ ทรงเรียบเรียงข้อถามบาลีไวยากรณ์ และโปรดให้พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพนั้น จำนวน ๑,๐๐๐ เล่ม ถวายในมหามกุฎราชวิทยาลัย

ยุคที่ ๔
หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร เป็นเจ้าอาวาส

                เมื่อพระวินัยรักขิต (นาม) ถึงมรณภาพแล้ว มีพระบรมราชโองการทรงตั้งหม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร เป็นเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์สืบต่อไป ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ คงประทับอยู่ตำหนักเดิมในคณะกลางนั้น ในปีแรกที่ทรงเป็นเจ้าอาวาส พระองค์ท่านมีชนมมายุย่างขึ้น ๒๗ มีพรรษา ๖ เหตุนี้ในการอุปสมบทกรรม จึงเป็นแต่พระอุปสัมปทาจารย์ เพราะมีพรรษายุกาลยังไม่ถึงองค์กำหนดที่ควรจะเป็นพระอุปัชฌายะได้ ในตอนนี้กราบทูลเชิญสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จมาเป็นพระอุปัชฌายะ

                จำนวนภิกษุสามเณรในปีแรกลดน้อยลงกว่ายุคก่อนบ้าง แต่ไม่ช้าก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยเร็วซึ่งเนื่องจากเหตุที่ทรงพยายามบำรุงการศึกษาอย่างแข็งแรง ทรงชุบเลี้ยงผู้ที่ขะมักเขม้นเล่าเรียนมิให้คลายอุตสาหะ อีกประการหนึ่ง ทรงสอดส่องหาพระที่เฉลียวฉลาดมีใจรักการศึกษา ชวนให้มาอยู่เล่าเรียนในวัดนี้ก็หลายรูป

                อุบาสกอุบาสิกาจะมาฟังธรรมจำศีลมากขึ้นได้อย่างไรนั้น ข้อนี้ทรงหวังอยู่ ๒ ทาง คือ จะต้องบำรุงการเทศนาให้เป็นหลักขึ้น หาพระผู้สามารถมาประจำหน้าที่ ทรงนิมนต์พระปลัดสอนวัดกันมาตุยาราม ผู้เป็นธรรมกถึกมาช่วยในแผนกนี้ตลอดมา อีกทางหนึ่งเมื่อการศึกษาเจริญภิกษุสามเณรมีความรู้ปราดเปรื่อง ก็จะชักชวนโยมญาติและผู้อื่นให้นิยมในธรรมปฎิบัติ เพิ่มพูนศรัทธาเลื่อมใสเผยแพร่ออกไปทุกโอกาส

                ในส่วนขนบธรรมเนียมกิจวัตรคงเดิมอยู่โดยมาก มีบางอย่างทรงแก้ไขอนุโลมตามแบบวัดราชบพิธ ที่ทรงจัดขึ้นใหม่ก็มี เช่นเวรเทศน์ในวัดธรรมสวนะและเวรสวดพระปาฎิโมกข์ แต่เวรอย่างนี้จะตั้งขึ้นได้ก็เพราะมีผู้สามารถหลายรูป อีกหน้าที่หนึ่ง คือศึกษาธิการี ผู้อำนวยการศึกษาทั่วไปในพระอาราม ส่วนหน้าที่ผู้ทำการแทนสงฆ์ตามแบบอันมีในพระวินัยนั้น เมื่อจำเป็นก็โปรดให้ประชุมสงฆ์เลือกตั้งขึ้นตามสมควร

                ทุนบำรุงแผนกอาหารและแผนกการรักษาวัตถุสถานในพระอาราม ตามที่เคยพระราชทานแต่ก่อนอย่างไร ก็ยังได้รับพระราชทานสืบมา เมื่อวันอังคารที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๙ พระราชทานทุนบำรุงแผนกการศึกษาเป็นพิเศษอีก ๑๐ ชั่ง ดังมีความพิสดารแจ้งอยู่ในแผนกการศึกษาซึ่งจักกล่าวข้างหน้า ทางวัดได้ขอพระบรมราชานุเคราะห์ในกรมพระคลังข้างที่จัดสงวนเป็นทุนนอนผ่อนหาผลกำไรไว้บำรุงการที่ประสงค์สืบไป พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาถ ปิยมหาราชประดิวรัดา ครั้งนั้นยังดำรงพระยศเป็นพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ทรงเกื้อกูลอาหารเป็นนิตย์แก่นักเรียน ทั้งทรงอุปการะเครื่องใช้ในการโรงเรียนและในการบำรุงรักษาพระอารามอีกหลายประการ

                ในปีแรกที่ทรงครองวัด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดให้เชิญพระประธานและสาวกทั้งคู่มาประดิษฐานในพระอุโบสถ โปรดเกล้า ฯ ให้พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ ทรงอำนวยการนี้ตลอด พระประธานนั้น เป็นพระนั่งปางสมาธิ พระเพลา ๑.๑๒ เมตร สูงตั้งแต่พระที่นั่งถึงพระจุฬา ๑.๔๖ เมตร วัดจากทับเกษตรผ่านพระเพลาไปสุดพระจุฬา ๑.๕๘ เมตร พระรัศมี ๒๓ เซนต์ ฐานเป็นรูปอัฒจันทร์ สูง ๔๗ เซ็นต์ เป็นฐานถอดจากองค์ได้เช่นเดียวกับฐานรูปพระสาวก พระสาวกนั้น เป็นรูปพระนั่งจนตลอดเศียร ๑.๒๖ เมตร ฐานสี่เหลี่ยม รูปบัวหงายกว้าง ๖๗ เซนต์ ยาว ๘๕ เซนต์ สูง ๒๕ เซนต์

                การแห่พระประธานมีรายงานปรากฎในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒ หน้า ๕๐ ได้คัดมาไว้ด้วยดังต่อไปนี้

                วันที่ ๒๕ พฤษภาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๔ เวลา ๒ ทุ่มเศษ ได้เดินกระบวนแห่พระพุทธรูปหน้าตัก ๒ ศอก ๖ นิ้ว ซึ่งจะไปประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดเทพศิรินทราวาส แต่หน้าบ้านหม่อมเจ้าสุบรรณ ซึ่งเป็นที่พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่แต่เดิม ไปโดยถนนบำรุงเมือง กระบวนหน้ามีดคมญี่ปุ่นและโคมรูปสัตว์ต่าง ๆ แล้วโคมบัว แถวกลางมีกลองแขก ปี่พาทย์ เล่าโก๊ สิงโต มังกร ฉัตรเทียน แล้วถึงพระพุทธรูป ตั้งบนตะเฆ่ มีคนฉุด ๒ สาย สายนอกมีเทวดาถือเทียน แล้วถึงกระบวนหลัง มีฉัตรเทียน ปี่พาทย์ เล่าโก๊ อยู่สายกลาง สายนอกมีโคมบัวโคมห้อยที่พัดหางปลา ได้แห่ไปขึ้นที่สะพานเรือหน้าพระอุโบสถ แล้วเดินรอกเลื่อนเข้าไปในพระอุโบสถ พักไว้ที่หน้าที่หน้าชั้นแล้ว ยกฐานขึ้นตั้งบนชั้น มีพระสงฆ์สวด ชยนโต รุ่งขึ้นวันที่ ๑๖ เวลาเช้า ๑ โมง ได้ศุภฤกษ์ เชิญพระพุทธรูปนั้นขึ้นประดิษฐานบนฐานที่ตั้งไว้ พระสงฆ์สวด ชยนโต จนเสร็จการ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ ได้ทรงเป็นธุระในการนี้

                แม้ว่าพระประธานจะเป็นพระที่สร้างใหม่ก็จริง แต่พระลักษณะในปริมณฑลพระพักตร์แสดงความแช่มชื่น พอจะโน้มใจผู้บูชาให้ระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งมีน้ำพระหฤทัยเพียบพร้อมด้วยพระมหากรุณา เพื่ออนุเคราะห์นรชนอยู่เป็นนิตย์ สมควรเป็นปูชนียวัตถุอันพึงประสงค์ของผู้นับถือพระพุทธศาสนาได้แห่งหนึ่ง สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า โปรดเกล้า ฯ ให้พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาถ ทรงทำผ้าตาดทองปักดิ้นเลื่อมเงินถวายทรงสพักพระประธานกับทั้งพระฉลองพระองค์ยืนทั้งสององค์นั้นด้วย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙

                วัดนี้ต้องสัมพันธ์ในวงการของมหามกุฎราชวิทยาลัยมากขึ้นกว่าก่อน คือมีพระบรมราชโองการให้ท่านเจ้าอาวาสดำรงตำแหน่งอุปนายกและสภานายกโดยลำดับ ถึงปีจอ พ.ศ. ๒๔๔๑ ทรงเลื่อนสมณศักดิ์ท่านเจ้าอาวาสขึ้นเสมอพระราชาคณะผู้ใหญ่ชั้นธรรม และทรงตั้งพระมหาเจริญ (ญาณวโร สุขบท) เปรียญเอก เทียบ ๗ ประโยค เป็นพระอมราภิรักขิต ผู้อำนวยการศึกษามณฑลปราจีนบุรี

                แผนกการศึกษานั้น จัดการสอนภาษาบาลีที่กุฏีใหญ่ในคณะเหนือตามเดิม นักเรียนมีมากกว่ายุคที่ ๒ เกือบเท่าหนึ่ง การสอบไล่ก็ได้ทวีทั้งจำนวนและชั้นประโยคเปรียญเอก มีนักเรียนสอบได้ ๒ รูป คือพระมหาเจริญ (ญาณวโร สุขบท) สามเณรพุฒ (จนทวณโณ) มีเปรียญคงวัดประมาณ ๑๐ รูป อย่างสูงถึงประโยค ๗ ตอนแรกให้นายชู เปรียญ นายวงศ์ เปรียญ เป็นครู ต่อมาได้พระอมราภิรักขิต (ญาณวโร สุขบท) เป็นกำลังใจในการสอน ซึ่งวิทยาลัยตั้งให้เป็นครูเอก เดิมฐานะของโรงเรียนนี้ เป็นชั้นตรีตามระเบียบของมหามกุฏราชวิทยาลัยแต่ในที่สุดเลื่อนขึ้นเป็นชั้นเอก ส่วนโรงเรียนหนังสือไทย อาศัยการเปรียญเป็นโรงเรียนตามเดิม สามเณรพุฒ เปรียญเอกเป็นครู และวิทยาลัยก็ตั้งให้เป็นครูเอกด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการโรงเรียน เมื่อวันอังคารที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๙ ปรากฏว่าทรงพอพระราชหฤทัยในวิธีการของโรงเรียนนี้ จึงทรงบริจาคพระราชทรัพย์ ๑๐ ชั่ง บำรุงโรงเรียน และยังได้ทรงแนะนำพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาถ ให้ทรงเกื้อกูลนักเรียนด้วยอาหารเป็นนิตย์อีก มีความพิสดารแจ้งอยู่ในหนังสือธรรมจักษุ เล่ม ๓ ตอนที่ ๓ เริ่มแต่หน้า ๓๓๐ ได้คัดสำเนาบันทึกไว้ในที่นี้ด้วย เพราะมีข้อความบรรยายถึงการจัดแต่งสถานที่และระเบียบการรับเสด็จในงานพระกฐิน ซึ่งทำอยู่ในครั้งนั้นอย่างไร อันเป็นตัวอย่างพึงปฏิบัติสืบมาจนถึงสมัยปัจจุบันนี้

ข่าวเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานพระกฐิน
และเสด็จทอดพระเนตรโรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาส

                วันที่ ๒๗ ตุลาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๕ เป็นวันกำหนดเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานพระกฐินในวัดเทพศิรินทราวาส พระสงฆ์สามเณรในพระอารามตกแต่งสถานที่ต่าง ๆ ไว้รับเสด็จตามสมควร คือที่ตามแถวถนนตั้งแต่ประตูซุ้มทั้งสองข้าง รายเสาโคมประดับด้วยเฟื่องใบไม้และธงช้างเป็นระยะไป จนถึงบริเวณภายในรอบพระอุโบสถ ที่ศาลาข้างพระอุโบสถด้านเหนือก็ประดับประดาด้วยธงช้างและใบไม้สด ตั้งต้นไม้กระถางต่าง ๆ ที่สนามหญ้าหน้าพระอุโบสถและตั้งกี๋รองกระถางไม้ดัด ตามบันไดหน้าพระอุโบสถตั้งกระถางเฟิร์นและกระถางเขาก่อ บนกำแพงแก้วตั้งกระถางไม้ต่าง ๆ ที่ผนังริมประตูทั้งสองข้างพระอุโบสถตั้งโต๊ะลายครามทั้งภายนอกและภายในพระอุโบสถ ที่พระเบญจาซึ่งประดิษฐานพระประธาน พระนิรันตราย และพระฉลองพระองค์ กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ ก็ตั้งเครื่องสักการบูชาดาดาษด้วยดอกไม้สดประดับวิจิตรดูงดงามหลายอย่าง บนปราสาทซึ่งทรงพระประธานและตามฉัตรซึ่งประดับอยู่ที่พระเบญจา จนกระทั่งถึงประตูหน้าต่างพระอุโบสถ ก็ห้อยย้อยด้วยพวงดอกไม้สดเป็นอันมาก หน้าพระเบญจาเจ้าพนักงานตั้งที่นมัสการ หน้าผนังทิศใต้ตั้งอาสน์สงฆ์ ด้านทิศเหนือตั้งราชอาสน์ ตรงประตูกลางตั้งเก้าอี้พระบรมวงศานุวงศ์ หน้าพระอุโบสถและศาลาข้างพระอุโบสถ ตั้งเก้าอี้ข้าราชการที่สนามหญ้าหน้าพระอุโบสถข้างทิศใต้ เด็กนักเรียนยืนเฝ้า ที่ประตูซุ้มทั้งสองข้าง อุบาสกอุบาสิกาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท (การจัดรับเสด็จครั้งนี้ยังหาเต็มที่ตามความประสงค์ของท่านผู้รักษาการพระอารามไม่ เพราะการติดกับวัดบวรนิเวศวิหาร หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร ผู้บัญชาการในพระอารามนั้น ต้องเสด็จไปจัดการรับเสด็จที่วิทยาลัยตามหน้าที่ของนายก ส่วนที่วัดนี้เป็นแต่มอบเจ้าหน้าที่จัดการรับเสด็จแต่พอควร)

                ครั้นเวลา ๕ โมงเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนรถประทับวัดเทพศิรินทราวาส เสด็จถึงลานหน้าพระอุโบสถ เด็กนักเรียนร้องคำโคลงถวายชัยมงคล เสด็จขึ้นบนบันไดหน้าพระอุโบสถแล้ว ทรงรับผ้าพระกฐินจากเจ้าพนักงานกรมศุภรัตแล้วเสด็จเข้าไปในพระอุโบสถ ทรงพระราชปฏิสันถารแก่พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส (ซึ่งเสด็จมาประทับรับเสด็จอยู่ในที่นั้น) และหม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรแล้ว ทรงถวายผ้าพระกฐินเช่นกล่าวแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรนำเสด็จพระราชดำเนินจากพระอุโบสถ เสด็จทอดพระเนตรสวนดอกไม้ตามลานพระอุโบสถ ซึ่งท่านทรงจัดการสร้างขึ้น เสด็จพระราชดำเนินไปจนถึงคณะหลังพระอุโบสถ ซึ่งเป็นบริเวณตำหนักหม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรแล้ว เสด็จทอดพระเนตรโรงเรียนภาษาบาลี (แต่ในที่นี้หาได้จัดการตกแต่งให้ผิดจากปกติไม่)

                พระธรรมไตรโลกาจารย์ (อ่อน) พระครูปลัดอุทิจยานุศาสก์ (ท้วม) และพระครูปลัดจุฬานุนายก (ชม) ผู้เป็นกรรมการ มาช่วยกรานกฐิน แล้วคอยรับเสด็จอยู่ที่โรงเรียนนั้นด้วย

                ฝ่ายครูและนักเรียนนั่งตามที่ของตน ๆ แต่หาได้ถวายวิธีฝึกสอนและสอบความรู้ถวายทอดพระเนตรไม่ (เพราะผู้จัดการเห็นว่า เวลาจวนจะมืดแล้ว) ครั้นเสด็จขึ้นบนโรงเรียนแล้วพระราชทานพระราชปฏิสันถารแก่กรรมการที่มาคอยเฝ้า และภิกษุผู้เป็นครูตามสมควร เสด็จทอดพระเนตรทั่วทั้งโรงเรียนแล้ว เสด็จพระราชดำเนินกลับ

                เมื่อเสด็จถึงพระบรมมหาราชวังแล้ว โปรดเกล้า ฯ ให้เชิญพระราชหัตถเลขามาพระราชทานแก่หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรผู้จัดการโรงเรียน (ได้รับ ณ วันที่ ๒๘) ว่าด้วยเรื่องที่ทรงพรมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ ทรงแนะนำพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ให้ทรงเกื้อกูลนักเรียนในโรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาสด้วยอาหารบิณฑบาต ให้เป็นโรงเรียนนอกบำรุงกับพระราชทานพระราชทรัพย์ ๑๐ ชั่ง เพื่อไว้บำรุงการเล่าเรียนในโรงเรียนนั้นด้วย และหม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร ได้นำพระราชหัตถเลขาไปอ่านในที่ประชุมกรรมการสภาที่มหามกุฎราชวิทยาลัยเพื่อจะขออนุญาตให้โรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาสเป็นโรงเรียนนอกบำรุง เช่นวัดบวรนิเวศวิหาร กรรมการสภาพร้อมกันแสดงความยินดี ขอบพระเดชพระคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ครั้นหม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรได้รับฉันทานุมัติแต่กรรมการสภานั้นแล้ว จึงได้ตอบลายพระราชหัตถ์โดยฉันทานุมัติแห่งกรรมการสภาดังได้คัดสำเนามาลงต่อไปนี้

(สำเนาพระราชหัตถเลขา)

ที่ ๒๙ / ๘๖๔

พระที่นั่งจักรีปราสาท

วันที่ ๒๗ ตุลาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๕

นมัสการ หม่อมเจ้าศรีสุคตคัตยานุวัตร

                ด้วยเรื่องที่ปรารภว่า พระสงฆ์นักเรียนวัดเทพศิรินทร์อยู่ข้างขัดสน ยังต้องจ่ายเงินวิทยาลัยเลี้ยงอยู่ รูปหนึ่งเดือนละกึ่งตำลึงนั้น กลับมาได้พูดกับเจ้าสาย เจ้าสายรับว่าจะจัดการครัวเลี้ยงพระนักเรียน ให้แยกจากวิทยาลัยได้ ขัดข้องอยู่แต่ด้วยเรื่องคนทำ จะต้องการอย่างไรก็ให้ปรึกษาหารือกันดู เมื่อได้ทำผ้าทรงพระ และม่านสำหรับปราสาทแล้วเสร็จ เจ้าสายจะได้ออกไปที่วัดเวลาหนึ่ง เพื่อจะนำผ้าไปทรงพระ และจะได้จัดการเลี้ยงพระนักเรียนต่อไป

                ในส่วนที่ได้ไปเห็นการโรงเรียนวันนี้ ทำให้เกิดศรัทธาเลื่อมใส จึงได้บริจาคทรัพย์อันเป็นส่วนพระคลังข้างที่ ๑๐ ชั่ง ถวายสำหรับเกื้อกูลการโรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาส ทั้งบาลีและไทย ตามแต่จะเห็นสมควรที่จะจ่ายใช้ในการสิ่งใด จะได้มอบให้ไวยาวัจกรรับไป

(พระบรมนามาภิไธย) สยามินทร์

(สำเนาตอบพระราชหัตถเลขา)

โรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาส

วันที่ ๓๑ ตุลาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๕

                ขอถวายพระพรเจริญพระราชสิริสวัสดิพิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุกประการ จงมีแด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ

                อาตมภาพได้รับพระราชทานพระราชหัตถเลขาที่ ๒๙ / ๘๖๔ ลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๕ นั้นแล้ว ได้นำลายพระราชหัตถ์ไปอ่านในที่ประชุมกรรมการ เพื่อจะขอให้โรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาส เป็นโรงเรียนนอกบำรุง เช่นวัดบวรนิเวศวิหาร

                พระเถรานุเถระผู้เป็นกรรมการ ยอมอนุญาตให้โรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาสออกเป็นโรงเรียนนอกบำรุง ตามข้ออาณัติของวิทยาลัยแล้ว มีความยินดีของพระเดชพระคุณในสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดแนะนำพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ให้ทรงทำนุบำรุงโรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาส และอนุโมทนาในส่วนพระกุศลที่พระอัครชายาเธอจะทรงบริจาค และเห็นพร้อมกันว่า ควรจะยกพระนามพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ให้เป็นผู้บำรุงพิเศษ เช่นสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชเทวี ทรงบำรุงโรงเรียนในวิทยาลัยทั้งหลายด้วยคิลานภัตและคิลานเภสัช และสมเด็จพระนางเจ้าพระอัครราชเทวี ทรงบำรุงโรงเรียนวัดบวรนิเวศด้วยนิตยภัตด้วย

                ส่วนรายพระราชทรัพย์ที่พระราชทานมานั้น กรรมการยอมอนุญาตให้เป็นสิทธิแก่โรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาส ตามข้ออาณัติ

                การที่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าและพระอัครชายาเธอ ทรงเป็นพระธุระอุปถัมภ์บำรุงโรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาสในครั้งนี้ อาตมภาพมีความยินดีขอบพระคุณพระคุณหาที่สุดมิได้

                ขออานุภาพพระรัตนตรัย จงอภิบาลรักษาสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า พร้อมทั้งพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ให้เจริญพระชนมายุยืนนาน ทรงเกษมสำราญพระราชหฤทัย ทรงสถาพรในสิริราชมไหศวรรยสมบัติ ล่วงพ้นสรรพปัจจามิตรวิสัย ทรงไพโรจน์ชัชวาล ด้วยพระเดชานุภาพอันโสภณ ดั่งสุริยมณฑลในสรทกาลสมัย เพื่อจะได้ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและวิทยาลัยให้ถาวรอยู่ได้สิ้นกาลนาน

                อนึ่ง ส่วนพระราชทรัพย์ ๑๐ ชั่งที่พระราชทานมานี้ มีทางที่จะจัดอยู่ ๒ อย่าง คือคิดสร้างสิ่งของที่เป็นหลักฐานแห่งการเล่าเรียนอย่างหนึ่ง เก็บไว้เป็นทุนนอนของโรงเรียนอย่างหนึ่งแต่อาตมภาพเห็นว่า ในสมัยนี้เครื่องที่ใช้ในโรงเรียนก็มีพอสมควรกับภูมิประเทศแล้ว แต่ส่วนทุนที่จะทำให้เกิดผลประโยชน์แก่พระอารามยังหามีไม่ ถ้าได้ยกพระราชทรัพย์รายนี้ไว้เป็นทุนนอนของโรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาส ตั้งขึ้นเป็นคราวแรก ก็จะมีผลประโยชน์ต่อไปสิ้นกาลนานเพราะพระอารามซึ่งจะจัดการให้เป็นหลักฐานได้ ก็จำจะต้องจัดให้มีทุนนอนขึ้น จะได้เก็บผลประโยชน์ที่เกิดแต่ทุนนอนนั้นไว้ใช้ในพระอารามต่อไป เช่นวัดบวรนิเวศเป็นต้น

                ถ้าสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ทรงอนุโมทนาในการที่จะจัดพระราชทรัพย์รายนี้ไว้เป็นทุนนอนของโรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาสแล้ว ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดให้กรมพระคลังข้างที่เป็นธุรการรายนี้ เช่นวัดบวรนิเวศด้วย

ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรด

ขอถวายพระพร

(ลงพระนาม) หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร

ผู้จัดการโรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาส

                ในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๙ นั้น การสอบไล่ของนักเรียน ปรากฎว่าได้คะแนนดีโดยมาก เป็นที่พอพระหฤทัยของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ถึงกับโปรดประทานพระรูป เพื่อเป็นเกียรติแก่โรงเรียน มีลายพระหัตถ์กำกับไว้ดังนี้

                ให้แก่โรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาส เป็นเครื่องหมายความเอาใจใส่ของผู้จัดการและครูผู้ได้ฝึกสอนนักเรียนวิจารณ์รอบคอบ ถึงกับนักเรียนเข้าสอบความรู้เมื่อเดือนหลัง ได้รับรางวัลที่ ๑ เกือบทุกชั้น

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๑ มกราคม ร.ศ. ๑๑๕

(ลงพระนาม) กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส

                ครั้นถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันครบกำหนด ๒ ปีเต็ม นับแต่วันที่ได้เสด็จมาทรงจัดการโรงเรียน ได้กราบทูลเชิญเสด็จพระมหาสมณเจ้า พร้อมด้วยพระเถรานุเถระอื่น ๆ อีก เพื่อทอดพระเนตรการโรงเรียน และประทานกระแสพระดำริในสมุดเยี่ยมสำหรับเป็นทางคิดอ่านแก้ไขหรือเพิ่มเติมโครงการอันใดที่สมควรต่อไป ทุกพระองค์ทุกท่านบรรดาที่ได้เสด็จและมาในงานนี้ ได้ประทานและออกความเห็นไว้ตามอันดับตรงกันโดยมาก ต่างกันก็มีที่เป็นข้อความสำคัญ ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้าประทานไว้มีว่า ในปีนี้การฝึกสอนเจริญ แต่การรักษายังควรจะจัดให้เป็นระเบียบได้ดีขึ้นอีก

                ภิกษุสามเณรต้องเล่าเรียนเกือบทุกรูป เว้นแต่ที่มีอายุพ้นสมัยและมีหน้าที่ประจำทำการสงฆ์อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว จึงได้ผ่อนผันให้เป็นไปตามสมัคร ห้องสมุดสำหรับโรงเรียนก็ได้จัดให้มีขึ้น และมีบรรณารักษ์ทำการดูแลรักษาตามหน้าที่ แต่หนังสือครั้งนั้นโดยมากยังเป็นคัมภีร์ใบลาน ส่วนสมุดพิมพ์เพิ่งจะเริ่ม มีไม่มากนัก

                แผนกการก่อสร้าง ในฝ่ายช่างหลวงยุคนี้ เร่งรัดทำการแข็งแรงกว่าแต่ก่อน มีพระบรมราชโองการให้กระทรวงโยธาธิการเป็นแม่กองอำนวยการสร้าง ต่อจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ได้ทำซุ้มประตูหน้าต่างพระอุโบสถทั้งภายในภายนอก พร้อมทั้งลงรักเขียนลายรดน้ำที่บานประตูหน้านั้นเสร็จตลอด ทำบัวปลายเสา ทั้งเสานอกเสาในและเสาเอ็นผนัง ประดับรูปจำลองตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เพดานอันล้อมด้วยกนกดอกรำเพย และทวยเทพเป็นปริมณฑลและมีรูปเครื่องราชกกุธภัณฑ์รูปช้างเอราวรรณแทรกเป็นระยะทำเสร็จเพียงเพดานประธาน ส่วนที่เพดานเฉลียงยังประดับไม่ทั่ว ซ่อมกระจังที่ชุกชี ทำประสาทโถงต่อจากพระเบญจาชั้นบน สำหรับเป็นที่ประดิษฐานพระประธานและพระสาวก ก่อฐานกลางชุกชีสูงจนเสมอฐานปราสาท เพื่อทานน้ำหนักพระปฏิมาและพระสาวกทั้งคู่นั้น

                บัวปลายเสาก็ดี ลายที่ผนังก็ดี เดิมจะทำด้วยปูนเพชร ช่างได้ประกอบลายเครือที่เหลี่ยมเสาเอ็นเป็นตัวอย่างถวายทอดพระเนตร ความจริงถ้าทำตามเค้านั้นทั้งหมดก็จะงดงามนักหนาแต่ว่าเมื่อชำรุดในภายหลัง จะเป็นภาระหนังในการซ่อมแซมแทบไม่ต่างจากการสร้างใหม่ ทั้งจะสิ้นเปลืองค่าก่อสร้างอีกเป็นอันมาก ทรงพระราชดำริถึงการภายหน้าอันจะมีข้อไม่ต้องด้วยพระราชประสงค์ดังกล่าวแล้ว จึงโปรดให้งดเสีย คงทำบัวปลายเสาในและเหลี่ยมเสาเอ็นด้วยไม้ ส่วนที่ผนังก็โปรดให้เป็นลายเขียน แต่ยังเขียนไม่ตลอด

                พระวิหารยอดปรางค์นั้น พระอุดมศีลคุณเล่าว่า ช่างประกอบตัวอย่างตั้งถวายทอดพระเนตรในพระอุโบสถ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานพระกฐิน ทำเป็นรูปเดียวกับพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม แต่ทรงพระราชดำริว่า การทำเช่นนั้นย่อมสำเร็จเพียงเป็นที่สักการบูชาโดยเฉพาะไม่มีประโยชน์ในประการอื่นอันควรจะมี จึงโปรดให้แก้เป็นรูปพระวิหารจตุรมุขยอดปรางค์ และช่างก็เริ่มก่อฐานขยายออกอีก ๒ ด้าน เพื่อจะสร้างพระวิหารนั้นต่อไป แต่ก็เพิ่งจะขยายฐาน

                ในบริเวณคณะกลางที่ว่างถัดจากห้องอาหารทั้งข้างเหนือข้างใต้ สร้างกุฎีขึ้นข้างละหลังเป็นกุฎีตึก หลังคามุงกระเบื้องไทย กว้าง ๖.๗๐ เมตร ยาว ๑๘.๔๗ เมตร หลังหนึ่งมี ๕ ห้อง ฐานสูงจากลานดินจดพื้นล่าง ๓๐ เซ็นต์ จากพื้นล่างถึงพื้นบน ๓.๐๒ เมตร จากพื้นบนถึงฝ้า ๔.๓๙ เมตร จากลานดินถึงขาดยอด ๑๐.๓๐ เมตร ไว้ระยะห่างจากห้องอาคาร ๘.๕๕ เมตร หันหน้าหาห้องอาหาร ส่วนข้างหลังห่างจากกำแพงวัด ๒.๕๕ เมตร กุฎีทั้งสองหลังนี้สร้างใน พ.ศ. ๒๔๓๘ หลังหนึ่งสร้างด้วยทุนบริจาคของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสวรรคโลกลักษณาวดี

                แผงฝ้าในกุฎีคณะเหนือผุร่วงลงมา ท่านเจ้าอาวาสโปรดให้รื้อออกทั้งหมด และทำด้วยไม้สักแทน พร้อมทั้งทาสีเสร็จ ทำรั้วไม้ล้อมกุฎีเฉพาะแถวใน แบ่งบริเวณเป็นห้อง ๆ ด้วยทุนรวมบริจาคหลายเจ้าของ

                ซ่อมถนนทั่วไปที่ชำรุดและสร้างใหม่อีกมาก แต่ก็ทำเป็นถนนก่ออิฐตะแคง พื้นโค้งเป็นหลังเต่าอย่างเดียวกับที่สร้างไว้ในยุคก่อน ที่ทำถนนเพิ่มนั้นเฉพาะในคณะกลาง และในบริเวณพระอุโบสถ โดยมากเป็นถนนซอย เพื่อแบ่งลานดินให้เป็นกระทงแคบ ๆ และปลูกพรรณไม้สีต่าง ๆ เป็นแถวเป็นหมู่ ประดับพื้นให้แลดูราบรื่นตระการตา สมควรเป็นรมณียสถานได้แห่งหนึ่ง

                ในบริเวณหน้าวัดทางตอนเหนือ (ใกล้กับคูวัดแนวเหนือ) เริ่มสร้างตึก ๒ หลัง ในปีมะแม

พ.ศ. ๒๔๓๘ สำหรับเป็นโรงเรียนหนังสือไทย เป็นตึก ๒ ชั้น หันหน้าไปทิศใต้ หลังตะวันออก(ต่อมาพระราชทานนามว่า ตึกแม้นนฤมิตร) สร้างด้วยทุนบริจาค ๓ เจ้าของ คือของสมเด็๗พระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข ๑๕,๐๐๐ บาท ของเจ้าพระยานรรัตนราชมานิต (โต ต้นสกุลมานิตยกุล) ๑๕,๐๐๐ บาท ของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (มิ้น เลาหเศรษฐี) ๑๕,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๔๕,๐๐๐ บาท ส่วนตึกหลังตะวันตก (ซึ่งต่อมาเรียกว่าตึกวิทยาศาสตร์) สร้างด้วยทุนบริจาคของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (มิ้น) เป็นเงิน ๑๑,๐๐๐ บาท ตึกทั้งสองหลังนี้ยังสร้างไม่เสร็จ

                ในบริเวณสุสานหลวงหลังวัด ที่ด้านเหนือพลับพลาอิศริยาภรณ์ สร้างศาลาโถง พื้นลาดปูนหลังหนึ่ง กว้าง ๖.๔๗ เมตร ยาว ๒๑.๓๕ เมตร ก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องซิเมนต์สำหรับเป็นที่เทศนาและทำบุญ พระราชทานนามว่า ดำรงธรรม สร้างด้วยทุนบริจาคของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์อภิรัฐมนตรี ทรงอุทิศพระกุศลประทานแก่หม่อมเจ้าชายอิทธิดำรง ดิสกุล โอรสของพระองค์ท่าน ซึ่งสิ้นชีพิตักษัย และพระราชทานเพลิงศพที่เมรุในสุสานหลวงนี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๘ ที่ด้านใต้พลับพลานั้นสร้างศาลาอีกหลังหนึ่ง อยู่ตรงข้ามกับศาลาดำรงธรรม เป็นรูปเดียวและขนาดเดียวกับศาลาดำรงธรรมนั้น พระราชทานนามว่า บำเพ็ญทาน สร้างด้วยทุนบริจาคของพระเจ้าพี่นางเธอ กรมหมื่นพิชัยมหินทโรดม ทรงอุทิศพระกุศลประทานแก่เจ้าพระยามหินทรศักดิธำรง (เพ็ญ ต้นสกุลเพ็ญกุล) ผู้เป็นขรัวตา ซึ่งถึงอสัญกรรม และได้พระราชทานเพลิงศพที่เมรุในสุสานนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ ๖ มีนาคมในปีเดียวกับที่มีงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมเจ้าชายอิทธิดำรง ดิศกุล นั้น

                ถึงเดือนมกราคม ปีจอ พ.ศ. ๒๔๔๑ หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร ทูลลาออกจากหน้าที่เจ้าอาวาส เพื่อลาผนวชในปลายปี รวมระยะเวลาที่ทรงปกครองวัด ๔ ปี ถึงแม้เป็นเวลาไม่นานก็จริง แต่ได้ทรงอำนวยประโยชน์ให้แก่วัดมากหลายอย่าง เช่น (๑) ทำพื้นวัดที่รกรุงรังหลายแห่งให้สะอาดเป็นรมณียสถานขึ้น (๒) ซ่อมเสนาสนะให้เรียบร้อยเป็นที่ผาสุกแก่ผู้อยู่ และมีกุฎีเพิ่มขึ้นอีก (๓) พระอุโบสถที่ได้ทำค้างมานาน ก็ได้ทำเสร็จเกือบทุกอย่าง (๔) ตั้งแต่สร้างวัดมา ๑๗ ปี ยังไม่มีพระประธานก็มีขึ้น (๕) ได้รับพระราชทานเงินบำรุงแผนกการศึกษาเป็นทุนถาวร (๖) ทรงทำนุบำรุงโรงเรียนให้เป็นหลักฐานและก้าวขึ้นสู่ความเจริญรวดเร็ว (๗) เป็นเหตุให้เจ้านายที่เป็นพระญาติสนิทของพระองค์มีพระศรัทธาเลื่อมใส ทรงเกื้อกูลวัดมาโดยลำดับ มีและต่อเนื่องมาจนถึงยุคที่ ๕ อีก เช่นทรงสร้างถังน้ำบาดาล วางท่อจ่ายน้ำใช้ได้ทั้งวัด ทรงสร้างตึกเยาวมาลย์อุทิศ ตึกนิภานภดล และตึกใหม่ข้างตึกเยาวมาลย์อุทิศ จึงนับว่าพระองค์ท่านได้ทรงทำคุณประโยชน์ให้แก่พระอารามนี้เป็นอันมาก ยิ่งเยี่ยมกว่า ๓ ยุคข้างต้น

(แทรกภาพ หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร)

ประวัดิเจ้าอาวาสองค์ที่ ๔

                หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร พระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าพร้อม ในราชสกุลวงศ์ลดาวัลย์ เป็นหม่อมเจ้า ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๓ กรมหมื่นภูมินทรภักดี ประสูติในรัชกาลที่ ๕ ณ วันเสาร์ เดือนยี่ แรม ๖ ค่ำ ปีมะเส็ง จุลศักราช ๑๒๓๑ ตรงกับวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๑๒

                เกศากันต์แล้วทรงผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๒๕ สมเด็จพระวันรัต (พุทธสิริ ทับ) วัดโสมนัสวิหาร เป็นพระอุปัชฌายะ ประทับ ณ วัดราชบพิธทรงศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักพระครูปลัด เขมิโย และอาจารย์รอด เปรียญ ที่วัดราชบพิธบ้าง ในสำนักอาจารย์บุศย์บ้าง และได้ไปสอบซ้อมพระปริยัติธรรมในสมเด็จพระสังฆราช (สา)และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จนเข้าแปลพระปริยัติธรรมครั้งแรกที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๔๒๘ เป็นเปรียญ ๕ ประโยคแต่ยังเป็นสามเณร ได้รับพระราชทานพัดเปรียญพื้นตาลปักเลื่อมเป็นเกียรติยศ ถึงปีฉลู พ.ศ.๒๔๓๒ ชันษาครบอุปสมบท ทรงผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีนิยมนามตามภาษามครว่า ธมมรโต พระพรหมมุนี (สุมิตโต เหมือน) วัดบรมนิวาส เป็นพระอุปัชฌายะ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า แต่ยังเสด็จดำรงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่น ฯ กับพระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากรเป็นพระอุปสัมปทาจารย์ ประทับอยู่วัดราชบพิธต่อมา เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๓๔ เข้าแปลพระปริยัติธรรมครั้งที่ ๒ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามได้อีก ๒ ประโยค รวมเป็น ๗ ประโยค

                ถึงปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๓๕ ชนมายุ ๒๔ ชันษา ทรงพระกรุณาโปรดตั้งเป็นพระราชาคณะเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม มีราชทินนามว่า หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร มีสำเนาประกาศดังนี้

                อนึ่ง ทรงพระราชดำริว่า หม่อมเจ้าพระพร้อม ในพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทรภักดี ได้ผนวชประพฤติพรหมจรรย์ในพระบรมพุทธศาสนามาหลายพรรษากาล และมีปรีชาญาณอุตสาหะเล่าเรียนพระคัมภีร์เป็นอันมาก จนสอบไล่ได้ในสนาม ท่ามกลางที่ประชุมพระราชาคณะถึงที่เปรียญ ๗ ประโยค เป็นบุรษรัตน์ในราชตระกูล ควรเป็นที่สักการบูชาแห่งราชกุลีนชนและสมณะคฤหัสถ์ทั้งปวง ดำรงคุณธรรมสมควรเป็นหม่อมเจ้าพระราชาคณะฝ่ายสมณศักดิ์ได้

                จึงมีพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ดำรัสสั่งให้สถาปนาหม่อมเจ้าพระพร้อมเป็นหม่อมเจ้าพระราชาคณะ มีพระนามในสัญญาบัตรว่า หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรมีอำนาจสมณศักดิ์เสมอพระราชาคณะ พระราชทานนิตยภัตราคาเดือนละ ๔ ตำลึง โดยสมควรแก่คุณสมบัติ

                ตั้งแต่วันที่ ๑๗ มีนาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๑ พระพุทธศาสนกาล พ.ศ. ๒๔๓๕ พรรษาเป็นวันที่ ๘,๘๙๓ ในรัชกาลปัจจุบันนี้

                ถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๓๗ ทรงตั้งเป็นกรรมการ ในมหามกุฎราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๔๓๕ พรรษาเป็นวันที่ ๘,๘๙๓ ในรัชกาลปัจจุบันนี้

                ถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๓๗ ทรงตั้งเป็นคณะกรรมการ ในมหามกุฎราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๔๓๘ โปรดให้ครองวัดเทพศิรินทราวาสและดำรงตำแหน่งอุปนายกในวิทยาลัยนั้น รุ่งขึ้นปีใหม่ดำรงตำแหน่งสภานายกสืบมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๑ พระราชทานเพิ่มสมณศักดิ์เสมอชั้นธรรม สำเนาที่ทรงตั้งดังนี้

                ให้เลื่อนยศหม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร มีสมณศักดิ์มอบตำแหน่งธรรม มีนามว่าหม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรธรรมประดิบัติวรนายก ตรีปิฎกโกศล โสภณสุนทรวาจา มหาคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดเทพศิรินทราวาส วรวิหาร พระอารามหลวงมีนิตยภัตราคาเดือนละ ๕ ตำลึง มีฐานานุศักดิ์ควรตั้งฐานานุกรมได้ ๖ รูป คือ พระครูปลัด มีนิตยภัตราคาเดือนละ ๑ ตำลึง ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูวินัยธรรม ๑ พระครูสังฆรักษ์ ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฏีกา ๑

                เดือนมกราคมในศกนั้น หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรทูลลาออกจากหน้าที่เจ้าอาวาสเพื่อจะลาผนวชในปลายปี ถึงเดือนมีนาคมก็ลาผนวช